แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TDD แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TDD แสดงบทความทั้งหมด

2.19.2558

FDD TDD

FDD : Frequency Division Duplex
TDD : Time Division Duplex

      การส่งข้อมูลระหว่าง สถานีฐานกับสถานีลูกข่าย มีสองทิศทางคือขาขึ้น หรือ Uplink คือ การส่งข้อมูลจากสถานีลูกข่ายไปสถานีฐานและขาลง หรือ Downlink คือส่งข้อมูลจากสถานีฐาน ไปสถานีลูกข่าย (ดูภาพที่1-8) ดังนั้น Duplex scheme สำหรับ uplink กับ downlink มีได้สองรูปแบบหลักๆ คือ [Available online at : http://www.nectec.or.th]

1.5.1 TDD (Time Division Duplex)

    การส่งข้อมูลทางด้าน uplink กับ downlink ที่ความถี่เดียวกันแต่แบ่งการส่งคนละ ช่วงเวลา การส่งนั้นจะถูกแบ่งช่วงเวลาออกเป็น frame และในแต่ละ frame มีการแบ่งช่วงเวลา ย่อยเป็น 2 subframes (คือ uplink subframe และ downlink subframe) การส่งข้อมูลทิศทาง uplink จะถูกส่งในช่วงเวลา uplink subframe ขณะที่ การส่ง ข้อมูลทิศทาง downlink ส่งใน ช่วงเวลา downlink subframe (ดังภาพที่ 1-9) TDD สามารถรองรับการปรับเปลียนช่วงเวลาของ frame ได้คือสัดส่วนช่วงเวลาของ uplink subframe กับ downlink subframe มีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับปริมาณ traffic ของ uplink และ downlink ดังนั้น TDD จึงมีความ ยืดหยุ่นในการจัดการ bandwidth

1.5.2 FDD (Frequency Division Duplex)
    การส่งข้อมูล uplink กับ downlink ส่งที่คนละความถี่ การส่งข้อมูล uplink กับ downlink จึงสามารถส่งได้ในเวลาเดียวกัน (ดังภาพที่ 1-10) นอกจากนี้ FDD ยังรองรับ CPE ที่เป็นแบบ Half-FDD คือ อุปกรณ์ลูกข่ายจะทำการส่งข้อมูลและรับข้อมูลคนละเวลากัน คือขณะที่อุปกรณ์ลูกข่ายกำลังส่งข้อมูลจะไม่สามารถรับข้อมูลได้ แต่การส่งและรับข้อมูลยังใช้คนละความถี่ การใช้รูปแบบ Half-FDD อุปกรณ์จะมีราคาที่ถูกกว่า full FDD เพราะส่วนประกอบภาครับสัญญาณกับภาคส่งสัญญาณของอุปกรณ์สามารถใช้ชุดเดียวกันร่วมกันได้
1.5.3 หมายเหตุ
    การจัดสรรความถี่สำหรับ TDD จะใช้ความถี่เพียงหนึ่งช่องสัญญาณเท่านั้น ส่วนการจัดสรรความถี่สำหรับ FDD จะใช้ สองช่องสัญญาณ คือ ช่องสัญญาณหนึ่งสำหรับ uplink อีกช่องสัญญาณหนึ่งสำหรับ downlink โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ TDD จะมีราคาที่ถูกกว่าอุปกรณ์ FDD เพราะอุปกรณ์ TDD นั้นส่วนประกอบภาครับสัญญาณกับส่วนประกอบภาคส่งสัญญาณสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่อุปกรณ์ FDD นั้นส่วนประกอบภาครับกับภาคส่งแยกคนละชุดกันเพราะต้องทำงานพร้อมกัน FDD ใช้ 2 ช่องสัญญาณ (สำหรับ uplink กับ downlink) จึงสามารถรองรับจำนวนสถานีลูกข่ายได้มากกว่า แต่ในแง่ของการบริหารจัดการ bandwidth แล้ว TDD จะมีประสิทธิภาพกว่า เพราะโดยธรรมชาติของการใช้งานเครือข่ายนั้นปริมาณข้อมูลในทิศทาง downlink จะมีมากกว่า uplink หรือที่เรียกว่า Asymmetry Traffic ดังที่กล่าวมาข้างต้น TDD สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนของ frame เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่ไม่สมมาตรกันได้ดีกว่า ดังนั้น สำหรับ Operator แล้ว การที่จะเลือกใช้เทคโนโลยี TDD หรือ FDD ขึ้นกับคุณสมบัติของผู้ใช้ service และการ design ระบบ และงบประมาณการลงทุน
    จากภาพที่ 1-9 และภาพที่ 1-10 จะเห็นได้ว่า ภายใน Frame ของทั้ง TDD และ FDD จะมีการ แบ่งย่อยออกเป็น Time Slot ซึ่งการส่งข้อมูลของทั้ง สถานีฐาน และ สถานีลูกข่าย จะต้องส่ง ตรงตาม Time slot ที่ว่านี้ ดังนั้นทั้งสถานีฐานและสถานีลูกข่ายจะต้องมีการตั้งเวลาให้ตรงกัน หรือ Synchronize เวลากันเพื่อให้ส่งข้อมูลลงใน Time Slot ทำได้ถูกต้องแม่นยำการเข้าถึง channel หรือ Multiple Channel Access สำหรับในทิศทาง downlink จะไม่ซับซ้อนเพราะ
ทิศทาง downlink นั้นมีเพียงสถานีฐานผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ส่งข้อมูลในช่วงเวลา downlink subframe และส่งกระจายข้อมูลไปทุกๆ สถานีลูกข่าย ส่วนการเข้าถึง channel ในทิศทาง uplink นั้น มีหลายๆ สถานีลูกข่ายที่มีโอกาสที่จะส่งได้ในช่วงเวลา uplink subframe ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งข้อมูลจากหลายสถานีลูกข่ายในเวลาพร้อมกันซึ่งจะก่อให้เกิดการชนกันของข้อมูล ดังนั้นในส่วน uplink จึงต้องใช้ Time Division Multiple Access (TDMA) ช่วยจัดตารางเวลาของการส่งของสถานีลูกข่ายตารางเวลาของการส่งนี้ถูกกำหนดและควบคุมโดยสถานีฐานทุกๆ ช่วงเวลาหรือ frame สถานีฐานจะทำการส่งกระจาย แมซเสจไปที่สถานีลูกข่าย ภายในแมชเสจจะประกอบไปด้วยตารางเวลาการส่งของสถานี ลูกข่าย ดังนั้นสถานีลูกข่ายจะรู้ว่าควรจะส่งข้อมูลลงใน Time Slot ใดและจำนวน Time Slot เท่าไหร่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานีฐานสามารถกำหนดช่วงเวลาและจำนวน time slot ให้แต่ละสถานีลูกข่ายให้เหมาะสมกับความต้องการ bandwidth ของแต่ละสถานีลูกข่ายนอกจาก WiMAX มีความยืดหยุ่นในการจัดการ bandwidth แล้วยังมีความยืดหยุ่นในรูปแบบการจัดการรับส่ง ข้อมูล คือในทุกๆ Time frame สถานีฐานสามารถทำการปรับเปลี่ยนและกำหนด คุณสมบัติทางกายภาพของการรับส่งสำหรับแต่ละสถานีลูกข่าย เช่น ปรับเปลี่ยน Forward Error Correcting Code Rate (ตัวอย่างเช่น 1/2, 2/3, 3/4) ปรับเปลี่ยน Modulation scheme (ตัวอย่างเช่น BPSK, QPSK, 16-QAM, 64-QAM) ให้เหมาะสมในแต่ละสภาพของ channel ตัวอย่างเช่น ถ้าในขณะนั้นๆ channel มีสัญญาณรบกวนมาก (ซึ่งวัดได้โดยดูที่ระดับ Signal to Noise Ratio หรือ SNR) สถานีฐานจะทำการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพของการส่ง (เช่น ปรับเปลี่ยน Forward Error Correcting Code Rate, ปรับเปลี่ยน Modulation Scheme เป็นต้น) ให้มีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนเพื่อให้สามารถสื่อสารกันต่อไปได้ เทคนิคนี้เรียกว่า adaptive burst profile

-------------------------------
Simplex กับ Duplex
    Simplex คือ ในช่วงเวลาเดียวกันสามารถมีคนพูดได้คนเดียว (ผู้สนทนา ไม่สามารถพูดพร้อมกัน) คนนึงพูดอีกคนนึงต้องฟัง ตัวอย่างเครื่องมือใช้ Simplex ก็คือพวก Walkie-Talkie

   Duplex คือ การที่ผู้พูดทั้ง 2 ฝ่ายสามารถพูดพร้อมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่มือถือจำเป็นต้องมื เวลาเราพูดออกไป(หรือส่งข้อมูลออก) สัญญาณจากมือถือเราจะถูกส่งออกไปยังเสาสัญญาณมือถือ(ฺBase Station) หรือเราเรียกว่าการ Uplink , ส่วนเวลาเราฟังเสียงอีกฝั่งนึงพูด(หรือรับข้อมูล) สัญญาณจากเสามือถือจะถูกส่งเข้ามาที่เครื่องโทรศัพท์เรา อันนี้เรียกว่า Downlink, Duplex จะต้องทำ Downlink และ Uplink ได้พร้อมๆกัน

TDD กับ FDD
FDD หรือ Frequency Division Duplex คือ การส่งสัญญาณ Downlink และ Uplink ด้วยช่องความถี่ Spectrum ที่ต่างกัน เช่น downlink ที่ความถี่ 2100 MHz แต่ Uplink ด้วยความถี่ 1900 MHz (operators บ้านเราใช้วิธีนี้ เช่น True Move ใช้ 1710-1722.7MHz ในการ uplink  และ 1805-1817.7 MHz ในการ Downlink  แต่คนทั่วไปจะเรียกรวมๆว่า True Move ใช้คลื่น 1800 MHz เพราะว่าทั้ง 2 คลื่นนั้นใกล้กับ 1800 MHz)
TDD หรือ Time Division Duplex  คือ การส่งสัญญาณ Downlink และ Uplink ด้วยความถี่เดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลา เช่นวินาทีที่1 รับสัญญาณ (downlink) วินาทีที่ 2 ก็ส่งสัญญาณ (Uplink)  ทั้งหมดนี้ภายใต้ความถี่เดียวกัน (เช่นภายใต้ความถี่ 2100 MHz)  แต่ด้วยความที่การสลับเวลา uplink และ downlink รวดเร็วมาก เราจึงไม่รู้สึกว่าเสียงที่เราพูดหรือฟังมันขาดๆหายๆ




LTE Band

LTE Band

แผนที่โลกบ่งชี้ประเทศที่มีการนำเอาเทคโนโลยี LTE ไปใช้
ประเทศที่ให้บริการ 4G / ประเทศที่กำลังดำเนินการหรือวางแผน / ประเทศที่กำลังทดสอบ
หลายๆคนที่ชอบอ่านสเปคโทรศัพท์มือถือ แล้วค้นหาไปเจอเรื่องการรองรับ 4G LTE แล้วหลายๆแหล่งมักจะเขียนว่ารองรับ Band 1, 3 ,7, 28 หรืออะไรก็ตามที ซึ่งก็น่าจะงงกันว่า แล้ว Band เหล่านี้มันคือคลื่นความถี่อะไรบ้าง และมันรองรับของที่ประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวผมเองก็มึนเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงขอไปสรุปเอาจาก Wikipedia มาให้ได้ทราบกัน
 ตารางสรุป 4G LTE คลื่นความถี่ (Frequency) และBand ต่างๆ รวม 25 Band
Bandความถี่ (MHz)Duplex Mode
12100FDD
21900FDD
31800FDD
41700FDD
5850FDD
72600FDD
8900FDD
91800FDD
111500FDD
12700 aFDD
13700 cFDD
17700 b cFDD
18800FDD
19800FDD
20800FDD
211500FDD
251900 gFDD
26800FDD
28700FDD
382600TDD
20800FDD
402300TDD
412500TDD
423500TDD
433600TDD
แต่สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศแล้วอยากรู้ประเทศนั้นๆรองรับ 4G LTE คลื่นความถี่อะไรบ้าง ก็เข้าไปดูใน Wikipedia :: List of LTE Networks ได้นะครับ ไล่มาให้ครบเลย
แต่ถ้าเอาสรุปประเทศสำคัญๆ ก็น่าจะประมาณนี้ คือ 
ไทย รองรับ Band 1 หรือ 2100MHz (DTAC&TRUE)
อเมริกา รองรับ Band 4 หรือ 1700MHz เป็นสำคัญ
ญี่ปุ่น รองรับ Band 1 หรือ 2100MHz แบบเดียวกับที่ไทย
สิงคโปร์-ฮ่องกง-จีน รองรับ Band 3,7 หรือ 1800, 2600MHz เป็นสำคัญ
เกาหลี รองรับ Band 1, 3, 5 หรือ 2100, 1800, 850MHz
ประเทศแถบยุโรป รองรับ 3, 7, 20 หรือ 1800, 2600, 800MHz เป็นสำคัญ
ฉะนั้นถ้าให้แนะนำมองหามือถือที่รองรับ 4G LTE Band 1, 3, 4, 7 ครับ
ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากจะเสริมส่วนไหน มาบอกได้ใน Comment เลยนะครับ เดี๋ยวเพิ่มให้

ทางคุณ pd2002 มาเขียนเพิ่มเติมถึงสาเหตุว่าทำไม LTE ถึงได้มีคลื่นความถี่หลายมาตรฐานให้นะครับ
ทำไม LTE ไม่มีมาตรฐานคลื่นเดียว (และเทคโนโลยีที่จะใช้หลังจากนี้ด้วย)?
ปกติแล้ว 3G 2100 ที่มันมีมาตรฐาน เพราะมันออกแบบมาให้ใช้คลื่นได้จำกัด คือไม่สามารถใช้มากกว่าจำนวนที่ออกแบบได้แล้ว ดังนั้น 2100 ชุดเดียว ก็สามารถรองรับ 3G ได้หลายค่าย (อย่างบ้านเรา 15MHzx4 / 2100 มีคลื่นให้ใช้ได้ 60MHz)
แต่ LTE มันเกิดหลังจาก 3G ดังนั้นคลื่นที่เหลือแต่ละประเทศจึงไม่ตรงกัน (เป็นการเอาคลื่นจากส่วนอื่นมารีฟาร์มเป็น LTE) มันเลยต้องออกแบบให้รองรับได้หลายคลื่นเป็นพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับค่ายมือถือ/Regulator แต่ว่า
 LTE-A มีเทคโนโลยีจุดเด่นเรียกว่า Carrier Aggregation คือการเอาคลื่นหลายๆคลื่นมารวมๆกัน เพื่อให้ความเร็วมันเพิ่มมากขึ้น อย่างตอนนี้เกาหลี ให้บริการที่ 225 Mbps มันเกิดจากการเอาคลื่นหลายคลื่นมาผสมกัน
ในกรณีนี้ เช่นค่าย SK Telecom ใช้ 850 10MHz, 1800 20MHz, 2100 10MHz รวมกันได้ 40 MHz ได้ความเร็ว 225 Mbps (คิดง่ายๆแบบชาวบ้าน 10MHz = 75Mbps) และก็เป็นแบบนี้กับประเทศอื่นค่ายอื่นด้วยเช่นกันครับ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม LTE, LTE-A ไม่มีคลื่นมาตรฐานแล้ว คือมัน support ทุกคลื่น มือถือก็ต้องทำให้ support แบนด์หลักๆด้วยครับ ในอนาคตอีกสองสามปีจะมี LTE 700 อีก เพราะมันเป็นคลื่นรีฟาร์มจากฝั่ง Broadcast 700 นี่ลงเสาเดียว ตูมมม รัศมีสะใจไปเลย คุ้มมาก
------------------------------------



ส่วนใหญ่ 700 850 900 1800 2100 พวกนี้ FDD-LTE หมดครับ
TD-LTE มีคลื่นรองรับที่ใช้ได้ไม่มาก ความจริงไม่ต้องไปสนใจคลื่นก็ได้ ดูตรง Band เอาครับ จะได้ไม่สับสน 
ส่วนใหญ่ถ้าเขียนว่ารองรับ LTE ตามด้วยชือคลื่นจะเป็น FDD โดยอัตโนมัติ (UP/DOWN คนละความถี่ -- บางทีเขียนเป็นเลข Band)
ส่วนอันไหนรองรับ TD-LTE ถึงจะเขียนแยกออกมาครับ

กสทช.กำหนดความถี่วิทยุย่าน 2100 MHz เป็นย่านความถี่ที่ให้บริการ 3G โดยเป็นความถี่วิทยุแบบเป็นคู่(Paired Frequency) ที่ใช้วิธี FDD และแบ่งแถบความถี่เป็นสองช่วงคือ 1920-1980 MHz และ 2110-2170 MHz โดยที่ความถี่วิทยุ 1920-1980 MHz เป็นความถี่วิทยุรับของสถานีฐาน(Uplink) และความถี่วิทยุ 2110-2170 MHz เป็นความถี่วิทยุส่งของสถานีฐาน(Downlink) 
ถ้าเป็นย่าน 2100 MHz ที่เราใช้อยู่ตอนนี้ ทั้ง 3 ค่าย  ไม่ว่าจะเป็น 3G  4G  เป็น FDD หมด
ถ้าคลื่น 1800Mhz  ต้องไปดูว่ามีประมูลความถึ่เท่าไหร่บ้าง แล้วเอาไปเทียบกับ ข้อกำหนดของ 3GPP  Release 11  ถึงจะรู้ว่า เป็น  FDD หรือ TDD 

Credit : http://pantip.com/topic/32367606