แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กสทช. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กสทช. แสดงบทความทั้งหมด

2.14.2558

กสทช.

กสทช. : คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อังกฤษNational Broadcasting and Telecommunication Commission) หรือ กสทช. (NBTC) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารความถี่วิทยุเพื่อกิจการโทรคมนาคม และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม
กสทช.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

องค์กรและหน่วยงานในกำกับ

  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อังกฤษOffice of National Telecommunications Commission) หรือ สำนักงาน กทช. - พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 มีผลให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมทั้งข้าราชการและลูกจ้างของกรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงาน กทช. มีเลขาธิการ กทช. เป็นผู้บริหารสูงสุดที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน และรายงานขึ้นตรงต่อ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ[8]
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (อังกฤษTelecommunications Research and Industrial Development Institute) หรือ สพท. - จัดตั้งขึ้นโดย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามภารกิจของอำนาจหน้าที่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 มาตรา 51 (15) และ (16) กล่าวคือ การส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง[9]
  • สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (อังกฤษTelecommunications Consumer Protection Institute) หรือ สบท. - จัดตั้งขึ้นโดย กทช. ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อดำเนินการต่างๆ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2[10]
  • สถานีวิทยุ 1 ปณ. - เป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ขึ้นตรงกับ สำนักงาน กทช. ทำการส่งกระจายเสียงจากกรุงเทพมหานคร โดยสามารถส่งสัญญาณได้จนถึงปริมณฑล และบริเวณที่ใกล้เคียง ปัจจุบันส่งกระจายเสียงในระบบวีเอชเอฟ ภาค เอฟ เอ็ม ความถี่ 98.5 MHz และ 106.5 MHz แต่ในขณะนี้ทางสถานีฯได้ให้เอกชนเช่าคลื่นความถี่และสัมปทานอยู่

การโอนกิจการ[แก้]

เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 การโอนกิจการไปสู่การเป็นคณะกรรมการทั้ง 2 องค์กร มีดังต่อไปนี้
  • 19 มกราคม พ.ศ. 2545 หลังจากมีการประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกา ยุบกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม พุทธศักราช 2545 แล้ว ดังนั้น กรมฯ จึงได้โอนถ่ายบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ หน้าที่ ความรับผิดชอบ การปฏิบัติงานทั้งหมด ไปเป็น สำนักงาน กทช. ส่วนในด้านงบประมาณทั้งเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการกับลูกจ้างซึ่งยังมีผลครอบครองอยู่ พร้อมกับกลุ่มบุคคลเดิม ไปเป็นหน้าที่ของ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ในมาตรา 82, 83, 84
  • ส่วนในด้านของกรมประชาสัมพันธ์ ได้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ งบประมาณ การปฏิบัติงานทั้งหมด ในส่วนของกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น สำนักงาน กสช. ส่วนในด้านงบประมาณทั้งเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการกับลูกจ้างซึ่งยังมีผลครอบครองอยู่ พร้อมกับกลุ่มบุคคลเดิม ให้ยังคงไว้กับกรมประชาสัมพันธ์อยู่เช่นเดิม ในมาตรา 85, 86
ทั้งนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลข ถูกยุบเลิกไปเป็น กทช. ตามกฎหมายพระราชกฤษฎีกายุบกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ก็ได้มีการโอนงานฝ่ายแผนงานไปรษณีย์ พ้นจากกรมฯโดยทันที หลังวันเปลี่ยนผ่านไปสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น ส่วนงานด้านโทรเลข ก็ได้ดำเนินการจนถึงปี พ.ศ. 2551 โดยขึ้นกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
แต่ต่อมา พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีการประกาศบังคับใช้ ทำให้มีการรวมคณะกรรมการทั้งสอง คือ กทช. และ กสช. ไปจัดตั้งใหม่เป็น กสทช. แทน ในวันที่ 20 ธันวาคม ปีเดียวกัน พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ทำให้สถานะของ กทช. ต้องยุติลง และจัดตั้ง กสทช. ขึ้นแทน
อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการอีก 2 ชุด ภายใต้โครงสร้างของ กสทช. คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการกระกอบกิจการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนั้น ให้แต่งตั้งจากคณะกรรมการ กสทช. โดยให้รองประธาน กสทช. คนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน กสท. และรองประธาน กสทช. อีกคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธาน กทค. โดยให้กรรมการ กสทช. ที่มิได้เป็นประธานและรองประธาน กสทช. ที่เหลืออีก 8 คน ทำหน้าที่เป็นกรรมการ กสท. 4 คน และอีก 4 คน ทำหน้าที่กรรมการ กทค.
Credit : http://th.wikipedia.org/wiki/กสทช
Credit : http://www.nbtc.go.th

2.13.2558

FUP

FUP : Fair Usage Policy

FUP เป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Fair Usage Policy ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้ให้บริการเครือข่ายใช้ในการใช้งานด้านดาต้าของลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างเหมาะสม โดยสังเกตว่า แพคเกจ 3G ที่ติดเงื่อนไข FUP นี่จะมีรูปแบบคล้ายๆ กันก็คือ
สามารถใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ระดับความเร็ว 3G ได้ปริมาณหนึ่ง (1-3 GB แล้วแต่แพคเกจและราคา) เมื่อผู้ใช้งานใช้ตามปริมาณครบกำหนดแล้ว ความเร็วอินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลง (384 Kbps บ้าง 256 Kbps บ้าง หรือหนักสุดก็เหลือแค่ 64 Kbps บ้าง)  จนเมื่อขึ้นรอบบิลใหม่ ความเร็วก็จะกลับมาเป็นแบบ 3G เหมือนเดิม ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนไม่พอใจและออกมาเรียกร้องรวมทั้งโจมตีเหล่าผู้ให้บริการมือถือ
จุดประสงค์ของ FUP ที่เกิดขึ้นมานั้น ถูกกำหนดขึ้นเนื่องจากมีกลุ่มผู้ใช้งานส่วนหนึ่ง  นำโปรโมชั่นการใช้งานดาต้าบนเครือข่าย 3G แบบไม่จำกัดไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อาทิ การนำไปใช้งาน Bit Torrent โดยใช้โทรศัพท์มือถือต่อเป็นโมเด็ม หรือต่อผ่านแอร์การ์ด (Bit Torrent เหมาะสมกับการใช้งานผ่านเทคโนโลยี ADSL มากกว่า) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้งานส่วนที่เหลือ ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน 3G* ลดลง รวมถึงความเร็วในการใช้งานลดลงด้วย
ทางบรรดาผู้ให้บริการจึงขอกำหนดนโยบายนี้ (FUP) เพื่อบริหารการใช้งาน 3G ของลูกค้าที่ใช้งานไม่เหมาะสม และทำให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้งาน 3G* ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วที่เหมาะสมระดับ 3G
ถ้าถามผม ผมมองว่า FUP แม้อาจจะดูเอาเปรียบกับผู้บริโภคสักหน่อย แต่พฤติกรรมของผู้ใช้งานหลายคนก็เอาไปใช้แบบผิดวัตถุประสงค์จริงๆ ครับ เช่นเอาไป ดาวน์โหลดหนัง เพลง โปรแกรม หรือโหลดผ่านบิท ซึ่งการใช้อินเทอร์เน็ตแบบ ADSL จะดีกว่าครับ เพราะระบบ 3G บ้านเรามันยังเป็น 3G เทียมอยู่ครับ ทำให้เกิดผลกระทบเมื่อมีการแย่งการใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาล การมี FUP ก็เพื่อเอาไว้จัดระเบียบการใช้งานด้านหนึ่งครับ
หากวันหนึ่งระบบโครงข่าย 3G บ้านเราดีขึ้นเมื่อไหร่ ผมก็หวังว่า FUP คงจะหมดไปจากสารระบบนะครับ 
 หมายเหตุ บรรทัดต่อไปนี้เป็นการแจ้งถึงนโยบาย Fair Usage Policy ของ DTAC นะครับ
FUP หรือ Fair Usage Policy คือนโยบายสากลที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานการใช้งาน 3G อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการ dtac 3G ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายนี้สามารถป้องกันไม่ให้มีการใช้งานบนเครือข่าย 3G ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ทำให้ประสิทธิภาพและความเร็วในการใช้งานลดลง เช่น แชร์ไฟล์ผ่าน Bit Torrent หรือดาวน์โหลดและอัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ผ่านโมเด็มในโทรศัพท์มือถือ หรือแอร์การ์ด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานผ่านเทคโนโลยี ADSL มากกว่า
ดังนั้นดีแทคจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดใช้นโยบายดังกล่าวนี้ เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย dtac 3G ให้เหมาะสมและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการใช้งาน โดยภายใต้นโยบายนี้ จะทำให้ผู้ใช้บริการทุกคนสามารถใช้บริการ dtac 3G ได้อย่างราบรื่น เต็มประสิทธิภาพ
Credit: http://www.manacomputers.com/fup-fair-usage-policy-internet-package-3g/




ในยุคของการให้บริการเครือข่าย 3G เต็มรูปแบบของเมืองไทยในขณะนี้ หลายคนอาจจะงง กับแพกเกจเล่นเน็ตไม่จำกัด Unlimited แต่มีเงื่อนไขติด FUP ไม่เกินเท่านั้น เท่านี้… แล้วอย่างงี้จะบอกว่า Unlimited มาทำไม จริงมั้ยครับ งั้นเรามาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กัน

FUP คืออะไร
FUP ย่อมาจาก Fair Usage Policy ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย 3G/4G โดยจะมีการลดสปีดความเร็วลง เมื่อใช้งานครบตามปริมาณข้อมูลที่สมัครแพ็กเกจไว้ เช่น เมื่อใช้เน็ตที่ความเร็วสูงสุด 42 Mbps ครบ 3 GB หลังจากนี้จะยังใช้เน็ตได้ตลอดแบบไม่จำกัด แต่จะลดความเร็วลงมาเหลือแค่ 256 Kbps เป็นต้น

แล้วทำไมต้องติด FUP ด้วย
คำถามถัดมาที่ทุกคนสงสัยคือในเมื่อให้สมัครใช้งานแพ็กเกจแบบ Unlimited แล้ว ทำไมถึงมาจำกัดความเร็วการใช้งานกันอีก จะโกงรึเปล่า เรื่องนี้มันมีที่มาครับ เพราะหากผู้ให้บริการปล่อยให้ทุกคนใช้งาน 3G ได้แบบไม่จำกัด ต่างคนต่างดาวน์โหลดกันได้เต็มที่ คราวนี้ก็จะมีคนหัวใสที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ใช้มือถือต่อเป็นโมเด็มโหลดบิตกันทั้งวันทั้งคืน จนทำให้ความเร็วในการใช้งานโดยรวมของ 3G ลดลง คนอื่นก็จะได้รับผลประทบไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานได้ด้วยความเร็วปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมการใช้งานตามมาตรการ FUP ที่เป็นมาตรฐานสากล

FUP ที่เหมาะสมคือเท่าไร
ที่ผ่านมาผู้ให้บริการเครือข่ายในเมืองไทย ต่างกำหนดค่า FUP หรือค่าลดสปีดความเร็ว 3G ลงหลังครบแพ็กเกจ ต่ำสุดถึง 64 Kbps ซึ่งในการใช้งานจริงแทบจะโหลดอะไรไม่ขึ้นเลย ฉะนั้นความเร็วเฉลี่ยที่ยอมรับได้ควรจะอยู่ที่ตรงไหนนั้น ตามข้อตกลงที่ กสทช. กำหนดไว้คือ การใช้งานดาต้า 3G จะต้องมีความเร็วต่ำสุด ไม่ต่ำกว่า 345 Kbps

ค่ายไหนให้ FUP แรงที่สุด
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมทั้งหมดว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายในเมืองไทยรายหลักๆ มีเงื่อนไขความเร็วของ FUP สูงสุดอยู่ที่เท่าไรกันบ้าง เราจึงขออาสาสำรวจแพ็กเกจของแต่ละค่าย ณ วันที่ 16 ก.ย. 57

 AIS แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 3G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 256 Kbps
 dtac แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G/4G ได้ปริมาณ 3G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 384 Kbps
 Truemove H แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 5G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน(FUP) 384 Kbps
 365 แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 5G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 384 Kbps

จากการสำรวจพบว่าแพ็กเกจสูงสุด 999 บ. ของแต่ละค่ายจะมีค่า FUP เฉลี่ยมากกว่าข้อกำหนดของ กสทช. จะมีเพียง AIS เจ้าเดียวที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ และพบข้อสังเกตอีกอย่างคือ ทั้ง AIS, dtac, Truemove H หากใช้แพ็กเกจที่ต่ำกว่านี้ ก็จะถูกลดความเร็วของ FUP ลงไปอีก เป็น 128 Kbps จนถึง 64 Kbps ในแพ็กเกจที่ราคาต่ำสุด ยกเว้น 365 ที่จะให้ FUP ที่ 384 Kbps ทุกแพกเกจ ซึ่งมาตรฐานส่วนนี้แหละที่น่าจะต้องมีการผลักดันให้ได้ตามข้อกำหนดที่ กสทช. วางไว้