แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2100MHz แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2100MHz แสดงบทความทั้งหมด

2.23.2558

2100MHz

2100MHz

การประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 จบลงด้วยความประหลาดใจ เมื่อบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (บริษัทลูกของ AIS) ซึ่งเคาะราคาประมูลสูงที่สุดและมีสิทธิได้เลือกย่านความถี่ก่อน ไม่ได้เลือกย่านความถี่ที่เคยเชื่อว่าเป็นย่านที่ดีที่สุดคือ 1920-1935 MHz คู่กับ 2110-2125 MHz แต่กลับไปเลือกย่านความถี่ 1950-1965 MHz คู่กับ 2140-2155 MHz ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ติดกับทีโอที
และยิ่งประหลาดใจเมื่อบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (บริษัทลูกของทรู) ซึ่งเคาะราคาประมูลเท่ากับบริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด แต่จับฉลากชนะจึงมีสิทธิเลือกย่านความถี่ก่อน ก็ได้เลือกย่านความถี่ 1935-1950 MHz คู่กับ 2125-2140 MHz ปล่อยให้บริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด ได้ย่านความถี่ที่เชื่อว่าเป็นย่านที่ดีที่สุดไปอย่างส้มหล่น
เกิดอะไรขึ้น
ก่อนการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz กทค.เชื่อว่าผู้ให้บริการจะประมูลเลือกย่านความถี่ที่ดีที่สุด โดยย่านที่ดีที่สุดนั้นเชื่อกันว่าน่าจะเป็นย่าน1920-1935 MHz คู่กับ  2110-2125 MHz เพราะเป็นย่านความถี่ต่ำที่สุดที่มีให้ประมูล น่าจะส่งสัญญาณได้ไกลกว่าย่านอื่น และเป็นย่านความถี่ที่อยู่ริมสุด ไม่ถูกขนาบข้างโดยคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการรายอื่น จึงมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่าย่านอื่น
การที่บริษัทลูก AIS เลือกย่านความถี่ตรงกลางที่ติดกับทีโอที ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่า AIS กำลังคิดจะจับมือทำธุรกิจกับทีโอที ซึ่งคุณวิเชียร CEO AIS ได้ให้คำตอบแล้วว่า AIS สนใจจับมือทำธุรกิจกับทีโอทีอยู่แล้ว เพราะ AIS เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของทีโอที แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคตอีกยาวไกล
การจับมือกันทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกย่านความถี่ติดกัน ทุกวันนี้ AIS ก็จับมือโรมมิ่งกับทีโอทีอยู่แล้ว โดยใช้ย่านความถี่ 900 MHz ในขณะที่ทีโอทีใช้ 2100 MHz การที่บริษัทลูกของ AIS เลือกย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าวน่าจะมีเหตุผลอื่น
ย่านความถี่ต่ำ ส่งสัญญาณได้ไกลกว่าจริงหรือ
ย่านความถี่ต่ำ ส่งสัญญาณได้ไกลกว่า และทะลุทลวงดีกว่าย่านความถี่สูง เป็นข้อเท็จจริงซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วในเครือข่าย 2G ย่าน 900 MHz ของ AIS ส่งสัญญาณได้ไกลกว่าย่าน 1800 MHz ของ dtac และ True Move ในต่างจังหวัด แต่นั่นเป็นเพราะย่าน 900 MHz กับ 1800 MHz มีความถี่แตกต่างกันมากถึงเท่าตัว ส่วนความถี่ 2100 MHz ทั้งสามย่านความถี่ที่ให้ประมูลแย่งกันนั้น มีความถี่แตกต่างกันน้อยมาก ความแรงของสัญญาณ และการส่งสัญญาณใกล้ไกลกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพงานติดตั้งมากกว่าผลของย่านความถี่
ย่านความถี่ที่อยู่ริมสุดมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่าย่านความถี่ที่อยู่ตรงกลางจริงหรือ
มาตรฐาน 3G ที่ใช้เทคโนโลยี WCDMA ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้คลื่นความถี่ช่องละ 5 MHz โดยความถี่แต่ละช่องสามารถอยู่ติดกันได้โดยไม่ต้องมีการ์ดแบนด์ดังนั้นการที่ถูกขนาบข้างโดยคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการรายอื่นจึงไม่ใช่ปัญหา ในกรณีที่อุปกรณ์ 3G ของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งขัดข้องส่งสัญญาณไปรบกวนผู้ให้บริการรายอื่น เราก็รู้ว่าสัญญาณรบกวนมาจากคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการรายใด สามารถประสานงานกับผู้ให้บริการรายนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาณรบกวนได้โดยง่าย แต่การที่ได้ย่านความถี่อยู่ริมติดกับพื้นที่ว่างเปล่าหากถูกคลื่นรบกวนขึ้นมาคราวนี้ไม่รู้ว่าสัญญาณรบกวนนั้นเป็นของใคร ต้องร้องเรียนไปที่สำนักงานกสทช.ให้ช่วยหาที่มาของสัญญาณรบกวน ซึ่งการแก้ปัญหาแต่ละครั้งมีความยากลำบากและใช้เวลาพอสมควร
ย่านความถี่ 2100 MHz แต่เดิมนั้นเคยถูกใช้งานเป็น microwave link 2 GHz ซึ่งส่งสัญญาณได้ไกล แต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วคลื่นความถี่ดังกล่าวถูกกรมไปรษณีย์โทรเลขเรียกคืนเพื่อนำมาทำระบบโทรศัพท์ IMT-2000 ซึ่งก็คือ 3G ในวันนี้ ไมโครเวฟ 2 GHz จึงต้องถูกทดแทนด้วยไมโครเวฟในย่านอื่นซึ่งส่งสัญญาณได้ในระยะทางที่สั้นกว่า บางแห่งต้องใช้ไมโครเวฟย่านอื่นถึง 2 hop เพื่อทดแทนไมโครเวฟ 2 GHz เพียง hop เดียว  เป็นไปได้ว่ายังมีบางหน่วยงานยังแอบใช้ความถี่ย่าน 2 GHz อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งอาจส่งสัญญาณรบกวนระบบ 3G ได้ สัญญาณรบกวนนี้หาที่มาของสัญญาณได้ยากหากรบกวนมาจากริมซ้ายหรือริมขวาของย่านความถี่ 2100 MHz เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ
ความถี่ย่าน 1800 MHz สามารถรบกวนย่าน 2100 MHz ได้ในระบบสายอากาศร่วมในอาคาร
inbuilding antenna
ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีการติดตั้งระบบสายอากาศในตึกและห้างสรรพสินค้าต่างๆเพื่อปรับปรุงสัญญาณในอาคาร สายอากาศในอาคารเหล่านี้มักจะใช้ร่วมกันโดยผู้ให้บริการหลายรายเพื่อลดต้นทุน ในบางครั้งเจ้าของสถานที่ก็บังคับให้ใช้สายอากาศร่วมกันเพื่อความสวยงามของอาคาร ผู้ให้บริการแต่ละรายจะติดตั้งสถานีฐานของตนเองแต่ผสมสัญญาณมาออกสายอากาศร่วมในอาคารชุดเดียวกัน
ระบบสายอากาศร่วมในอาคารเหล่านี้ประกอบด้วยข้อต่อ (connector) และอุปกรณ์แยกสัญญาณ (splitter) จำนวนมากซ่อนอยู่ใต้ฝ้าเพดานและในช่อง shaft ของอาคาร หากข้อต่อเหล่านี้หลวมหรือเข้าสายไม่ดีจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนเรียกว่าอินเตอร์มอดูเลชั่น
dyn02อินเตอร์มอดูเลชั่น คือการที่คลื่นความถี่ f1 และ f2 มาผสมกันอย่างไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนคลื่นความถี่ในย่านอื่น ซึ่งสัญญาณรบกวนจะแรงที่สุดที่ความถี่ (2 x f1) – f2 และ (2 x f2) – f1
ความถี่ย่าน 1800 MHz ที่ใช้งานอยู่โดย dtac, True Move และ DPC มีความถี่อัพลิงค์ 1710-1785 MHz คู่กับความถี่ดาวน์ลิงค์ 1805-1880 MHz ซึ่งความถี่ดาวน์ลิงค์สามารถทำให้เกิดอินเตอร์มอดูเลชั่นเป็นสัญญาณรบกวนขึ้นมาถึงย่าน 2100 MHz ได้
วิธีคำนวณว่าอินเตอร์มอดูเลชั่นจากย่าน 1800 สามารถสร้างสัญญาณรบกวนไปไกลที่สุดถึงความถี่ย่านใด ให้แทน f1 และ f2 ด้วยความถี่ที่อยู่ห่างกันที่สุด คือ f1 = 1880 MHz, f2 = 1805 MHz ดังนั้น (2 x f1) – f2 = 1955 MHz แสดงว่าย่านอัพลิงค์ของ 2100 MHz ตั้งแต่ขอบซ้ายสุดคือ 1920 MHz ไปจนถึง 1955 MHz มีโอกาสถูกกวนโดยอินเตอร์มอดูเลชั่นจากระบบ 1800 ในระบบสายอากาศร่วมในอาคาร ดังนั้นย่านความถี่ 2100 ที่มีการประมูลที่มีโอกาสถูกรบกวนโดยอินเตอร์มอดูเลชั่นของ 1800 น้อยที่สุดก็คือย่าน 1950-1965 MHz คู่กับ 2140-2155 MHz ซึ่งผู้ที่เคาะราคาประมูลสูงสุดเลือกไปนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การเลือกย่านความถี่ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเครือข่ายของผู้ให้บริการรายใดจะมีคุณภาพดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีกมาก โดยเฉพาะความรู้ความชำนาญของคนที่ดูแลเครือข่ายนั้นครับ

2.19.2558

FDD TDD

FDD : Frequency Division Duplex
TDD : Time Division Duplex

      การส่งข้อมูลระหว่าง สถานีฐานกับสถานีลูกข่าย มีสองทิศทางคือขาขึ้น หรือ Uplink คือ การส่งข้อมูลจากสถานีลูกข่ายไปสถานีฐานและขาลง หรือ Downlink คือส่งข้อมูลจากสถานีฐาน ไปสถานีลูกข่าย (ดูภาพที่1-8) ดังนั้น Duplex scheme สำหรับ uplink กับ downlink มีได้สองรูปแบบหลักๆ คือ [Available online at : http://www.nectec.or.th]

1.5.1 TDD (Time Division Duplex)

    การส่งข้อมูลทางด้าน uplink กับ downlink ที่ความถี่เดียวกันแต่แบ่งการส่งคนละ ช่วงเวลา การส่งนั้นจะถูกแบ่งช่วงเวลาออกเป็น frame และในแต่ละ frame มีการแบ่งช่วงเวลา ย่อยเป็น 2 subframes (คือ uplink subframe และ downlink subframe) การส่งข้อมูลทิศทาง uplink จะถูกส่งในช่วงเวลา uplink subframe ขณะที่ การส่ง ข้อมูลทิศทาง downlink ส่งใน ช่วงเวลา downlink subframe (ดังภาพที่ 1-9) TDD สามารถรองรับการปรับเปลียนช่วงเวลาของ frame ได้คือสัดส่วนช่วงเวลาของ uplink subframe กับ downlink subframe มีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับปริมาณ traffic ของ uplink และ downlink ดังนั้น TDD จึงมีความ ยืดหยุ่นในการจัดการ bandwidth

1.5.2 FDD (Frequency Division Duplex)
    การส่งข้อมูล uplink กับ downlink ส่งที่คนละความถี่ การส่งข้อมูล uplink กับ downlink จึงสามารถส่งได้ในเวลาเดียวกัน (ดังภาพที่ 1-10) นอกจากนี้ FDD ยังรองรับ CPE ที่เป็นแบบ Half-FDD คือ อุปกรณ์ลูกข่ายจะทำการส่งข้อมูลและรับข้อมูลคนละเวลากัน คือขณะที่อุปกรณ์ลูกข่ายกำลังส่งข้อมูลจะไม่สามารถรับข้อมูลได้ แต่การส่งและรับข้อมูลยังใช้คนละความถี่ การใช้รูปแบบ Half-FDD อุปกรณ์จะมีราคาที่ถูกกว่า full FDD เพราะส่วนประกอบภาครับสัญญาณกับภาคส่งสัญญาณของอุปกรณ์สามารถใช้ชุดเดียวกันร่วมกันได้
1.5.3 หมายเหตุ
    การจัดสรรความถี่สำหรับ TDD จะใช้ความถี่เพียงหนึ่งช่องสัญญาณเท่านั้น ส่วนการจัดสรรความถี่สำหรับ FDD จะใช้ สองช่องสัญญาณ คือ ช่องสัญญาณหนึ่งสำหรับ uplink อีกช่องสัญญาณหนึ่งสำหรับ downlink โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ TDD จะมีราคาที่ถูกกว่าอุปกรณ์ FDD เพราะอุปกรณ์ TDD นั้นส่วนประกอบภาครับสัญญาณกับส่วนประกอบภาคส่งสัญญาณสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่อุปกรณ์ FDD นั้นส่วนประกอบภาครับกับภาคส่งแยกคนละชุดกันเพราะต้องทำงานพร้อมกัน FDD ใช้ 2 ช่องสัญญาณ (สำหรับ uplink กับ downlink) จึงสามารถรองรับจำนวนสถานีลูกข่ายได้มากกว่า แต่ในแง่ของการบริหารจัดการ bandwidth แล้ว TDD จะมีประสิทธิภาพกว่า เพราะโดยธรรมชาติของการใช้งานเครือข่ายนั้นปริมาณข้อมูลในทิศทาง downlink จะมีมากกว่า uplink หรือที่เรียกว่า Asymmetry Traffic ดังที่กล่าวมาข้างต้น TDD สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนของ frame เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่ไม่สมมาตรกันได้ดีกว่า ดังนั้น สำหรับ Operator แล้ว การที่จะเลือกใช้เทคโนโลยี TDD หรือ FDD ขึ้นกับคุณสมบัติของผู้ใช้ service และการ design ระบบ และงบประมาณการลงทุน
    จากภาพที่ 1-9 และภาพที่ 1-10 จะเห็นได้ว่า ภายใน Frame ของทั้ง TDD และ FDD จะมีการ แบ่งย่อยออกเป็น Time Slot ซึ่งการส่งข้อมูลของทั้ง สถานีฐาน และ สถานีลูกข่าย จะต้องส่ง ตรงตาม Time slot ที่ว่านี้ ดังนั้นทั้งสถานีฐานและสถานีลูกข่ายจะต้องมีการตั้งเวลาให้ตรงกัน หรือ Synchronize เวลากันเพื่อให้ส่งข้อมูลลงใน Time Slot ทำได้ถูกต้องแม่นยำการเข้าถึง channel หรือ Multiple Channel Access สำหรับในทิศทาง downlink จะไม่ซับซ้อนเพราะ
ทิศทาง downlink นั้นมีเพียงสถานีฐานผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ส่งข้อมูลในช่วงเวลา downlink subframe และส่งกระจายข้อมูลไปทุกๆ สถานีลูกข่าย ส่วนการเข้าถึง channel ในทิศทาง uplink นั้น มีหลายๆ สถานีลูกข่ายที่มีโอกาสที่จะส่งได้ในช่วงเวลา uplink subframe ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งข้อมูลจากหลายสถานีลูกข่ายในเวลาพร้อมกันซึ่งจะก่อให้เกิดการชนกันของข้อมูล ดังนั้นในส่วน uplink จึงต้องใช้ Time Division Multiple Access (TDMA) ช่วยจัดตารางเวลาของการส่งของสถานีลูกข่ายตารางเวลาของการส่งนี้ถูกกำหนดและควบคุมโดยสถานีฐานทุกๆ ช่วงเวลาหรือ frame สถานีฐานจะทำการส่งกระจาย แมซเสจไปที่สถานีลูกข่าย ภายในแมชเสจจะประกอบไปด้วยตารางเวลาการส่งของสถานี ลูกข่าย ดังนั้นสถานีลูกข่ายจะรู้ว่าควรจะส่งข้อมูลลงใน Time Slot ใดและจำนวน Time Slot เท่าไหร่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานีฐานสามารถกำหนดช่วงเวลาและจำนวน time slot ให้แต่ละสถานีลูกข่ายให้เหมาะสมกับความต้องการ bandwidth ของแต่ละสถานีลูกข่ายนอกจาก WiMAX มีความยืดหยุ่นในการจัดการ bandwidth แล้วยังมีความยืดหยุ่นในรูปแบบการจัดการรับส่ง ข้อมูล คือในทุกๆ Time frame สถานีฐานสามารถทำการปรับเปลี่ยนและกำหนด คุณสมบัติทางกายภาพของการรับส่งสำหรับแต่ละสถานีลูกข่าย เช่น ปรับเปลี่ยน Forward Error Correcting Code Rate (ตัวอย่างเช่น 1/2, 2/3, 3/4) ปรับเปลี่ยน Modulation scheme (ตัวอย่างเช่น BPSK, QPSK, 16-QAM, 64-QAM) ให้เหมาะสมในแต่ละสภาพของ channel ตัวอย่างเช่น ถ้าในขณะนั้นๆ channel มีสัญญาณรบกวนมาก (ซึ่งวัดได้โดยดูที่ระดับ Signal to Noise Ratio หรือ SNR) สถานีฐานจะทำการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพของการส่ง (เช่น ปรับเปลี่ยน Forward Error Correcting Code Rate, ปรับเปลี่ยน Modulation Scheme เป็นต้น) ให้มีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนเพื่อให้สามารถสื่อสารกันต่อไปได้ เทคนิคนี้เรียกว่า adaptive burst profile

-------------------------------
Simplex กับ Duplex
    Simplex คือ ในช่วงเวลาเดียวกันสามารถมีคนพูดได้คนเดียว (ผู้สนทนา ไม่สามารถพูดพร้อมกัน) คนนึงพูดอีกคนนึงต้องฟัง ตัวอย่างเครื่องมือใช้ Simplex ก็คือพวก Walkie-Talkie

   Duplex คือ การที่ผู้พูดทั้ง 2 ฝ่ายสามารถพูดพร้อมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่มือถือจำเป็นต้องมื เวลาเราพูดออกไป(หรือส่งข้อมูลออก) สัญญาณจากมือถือเราจะถูกส่งออกไปยังเสาสัญญาณมือถือ(ฺBase Station) หรือเราเรียกว่าการ Uplink , ส่วนเวลาเราฟังเสียงอีกฝั่งนึงพูด(หรือรับข้อมูล) สัญญาณจากเสามือถือจะถูกส่งเข้ามาที่เครื่องโทรศัพท์เรา อันนี้เรียกว่า Downlink, Duplex จะต้องทำ Downlink และ Uplink ได้พร้อมๆกัน

TDD กับ FDD
FDD หรือ Frequency Division Duplex คือ การส่งสัญญาณ Downlink และ Uplink ด้วยช่องความถี่ Spectrum ที่ต่างกัน เช่น downlink ที่ความถี่ 2100 MHz แต่ Uplink ด้วยความถี่ 1900 MHz (operators บ้านเราใช้วิธีนี้ เช่น True Move ใช้ 1710-1722.7MHz ในการ uplink  และ 1805-1817.7 MHz ในการ Downlink  แต่คนทั่วไปจะเรียกรวมๆว่า True Move ใช้คลื่น 1800 MHz เพราะว่าทั้ง 2 คลื่นนั้นใกล้กับ 1800 MHz)
TDD หรือ Time Division Duplex  คือ การส่งสัญญาณ Downlink และ Uplink ด้วยความถี่เดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลา เช่นวินาทีที่1 รับสัญญาณ (downlink) วินาทีที่ 2 ก็ส่งสัญญาณ (Uplink)  ทั้งหมดนี้ภายใต้ความถี่เดียวกัน (เช่นภายใต้ความถี่ 2100 MHz)  แต่ด้วยความที่การสลับเวลา uplink และ downlink รวดเร็วมาก เราจึงไม่รู้สึกว่าเสียงที่เราพูดหรือฟังมันขาดๆหายๆ




11.25.2557

MVNO

MVNO : Mobile Virtual Network Operator


ผู้ให้บริการเสมือน หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ “ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ไม่ได้วางโครงข่ายเอง แต่ ไปเหมาจากเจ้าของโครงข่ายมาให้บริการต่ออีกทอดหนึ่ง” ถ้าจะเอาคร่าวๆ mvno คือ "ยี่ปั๊ว" ดีๆนี่เองที่ไม่ได้มีเสาหรือโครงข่าย 3G เป็นของตัวเอง แต่ว่าอยากจะร่วมทำธุรกิจตรงนี้ด้วยก็เลยไปขอแบ่งสัมปทานมาทำบ้าง ซึ่งหลังจากที่การประมูลเสร็จสรรพแล้วบริษัทเหล่านั้นก็จะได้สิทธ์ในการให้บริการร่วมในระบบเครือข่าย3G กลายมาเป็น MVNO ที่เราเรียกกันอยู่ซึ่งเขาจะมาให้บริการแก่พวกเราอีกทอดนึง 
สรุปแล้วก็จะมี MVNO Partner TOT3G 2100MHz ที่ว่ามาให้เราเลือกดังนี้ครับ
  • Loxley                               ภายใต้ชือ  I-Kool
  • I-KoolSamart                           "        I-Mobile3GX
  • IEC International                     "        IEC3G
  • 365 communications               "        365
  • M Consultant Corporation       "        Mojo3G

    ทีนี้บางคนอาจสงสัย อ้าวแล้วเจ้าภาพตัวจริงอย่างพี่ TOT ไม่ทำเองขายเองซะหละปล่อยให้คนอืนมาแบ่งรายได้ไปทำไม? ตรงนี้(อาจ)เป็นเพราะศักยภาพในด้านการตลาดหรือการโฆษณาที่ยังไม่สู้ดี ดูๆไปแล้วให้เอกชนมาทำการตลาดน่าจะรุ่งกว่ากัน ก็เลยเปิดซองแบ่งๆสัมปทานให้กับบริษัทที่สนใจจะเป็นผู้ให้บริการ MVNO มาทำการตลาด แต่ถ้าหากพูดในด้านระบบโครงข่ายแล้วTOTย่อมเก่งกว่าแน่นอน ครับเพราะหัวกิทิทางด้านโทรคมนาคมจะมากระจุกอยู่ที่นี่ซะส่วนใหญ่นั้นเอง  ซึ่งสุดท้ายแล้วธุรกิจ MVNO ไม่ใช่ใครจะมาทำก็ได้นะครับ ถ้าคึดจะทำเนี่ยจะต้องมีชือเสียงทางด้านการจักการเรื่องพวกนี้มาก่อน ต้องมีการตลาดแนวๆ ไม่ไปซ้ำกับของชาวบ้านเค้า เอาง่ายๆคือท่านต้องมีความสามารถที่เพียงพอ และที่สำคัญก็ต้องมีตังค์ในกระเป๋าหนาๆด้วย (และสุดท้ายก็คือ MVNO เกิดขึ้นมานานแล้วในตลาดต่างประเทศ )

Operator

Operator

ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่


ผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ในประเทศไทย
AIS (เอไอเอส) หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
เว็บไซต์หลัก : http://www.ais.co.th
เอไอเอส เป็นบริษัทในเครือ อินทัชคอร์ปอเรชั่น (บริษัทเดิม : ชิน คอร์ปอเรชั่น : ชินคอร์ป) ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครือข่ายและบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
DTAC (ดีแทค) หรือ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
เว็บไซต์หลัก : http://www.dtac.co.th/
ดีแทค เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งในประเทศไทย เดิมเป็นบริษัทในเครือยูคอม ปัจจุบันถือหุ้นใหญ่โดยบีซีทีเอ็น โฮลดิ้ง
Truemove H (ทรูมูฟ เอช) หรือ บริษัท เรียลมูฟ จำกัด และ บริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด
เว็บไซต์หลัก : http://truemoveh.truecorp.co.th/
ทรูมูฟ เอช เป็นบริษัทลูกของ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ที่ทำธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งในประเทศไทย
my By CAT (มาย)
เว็บไซต์หลัก : http://www.mybycat.com/
บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงเทคโนโลยี 3G ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT
TOT3G ทีโอที 3 จี หรือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
เว็บไซต์หลัก : http://www.tot3g.net/Home.aspx
ทีโอที 3 จี เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการลงทุนสร้างโครงข่าย 3G ในชื่อ TOT3G
นอกจากนั้นยังมีผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่นๆ ที่นำโครงข่ายของ TOT 3G มาบริหารต่ออีกทอดหนึ่ง หรือที่เรียกว่า MVNO โดยแนวความคิด MVNO (Mobile Virtual Network Operator) แปลเป็นไทยว่าผู้ให้บริการเสมือน หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ “ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ไม่ได้วางโครงข่ายเอง แต่ ไปเหมาจากเจ้าของโครงข่ายมาให้บริการต่ออีกทอดหนึ่ง”
คลื่นความถี่ 3G ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2557)
ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ในประเทศไทยปัจจุบันจะใช้คลื่นความถี่ 3G 3 คลื่น ได้แก่ 850 MHz, 900 MHz, 2100 MHz
  • AIS ให้บริการ 3G บนความถี่ 900 MHz และ 2100 MHz
  • TruemoveH ให้บริการ 3G บนความถี่ 850 MHz และ 2100 MHz
  • Dtac ให้บริการ 3G บนความถี่ 850 MHz และ 2100 MHz
  • my By CAT ให้บริการ 3G บนความถี่ 850 MHz
  • TOT 3G และ MVNO เจ้าอื่นๆ ให้บริการ 3G บนความถี่ 2100 MHz

11.24.2557

3G

3G : Third Generation

เป็นมาตรฐานโทรศัพท์มือถือในยุคที่ 3 ถูกพัฒนาเพื่อแทนที่ ระบบโทรศัพท์ 2G ซึ่ง 3G นั้นได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของมาตรฐาน IMT-2000 ภายใต้กลุ่มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

มาตรฐานโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือที่เรียกว่า ระบบ UMTS หรือ W-CDMA ในระบบ GSM ใช้ช่วงความถี่ตั้งแต่ 850 , 900 , 1800 , 1900 และ 2100 ผสานเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูล ใช้งานด้านมัลติมีเดีย ส่งผ่านข้อมูลทั้งภาพและเสียงในระบบไร้สายด้วยความเร็วที่สูง

เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3
ยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยี ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน
ใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น 
ลักษณะการทำงานของ 3G… 

ช่องสัญญาณความถี่,ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า 
ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น 
สามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น 
บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ, รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ 
เทคโนโลยี 3G น่าสนใจอย่างไร 

สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น 
สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ 
 สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา ,วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป 
ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว 
ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว
คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล 
 การเสียค่าบริการ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย






Credit : www.boarddev.com

----------------------------


ไขความลับ 3G คลื่นความถี่ไหนดีกว่ากัน


ช่วงนี้ค่ายมือถือต่างออกโฆษณาว่าคลื่นความถี่ที่ตนเองใช้ทำ 3G ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้  บ้างก็ว่าคลื่นของฉันตัวจริง มาตรฐานโลก บ้างก็ว่าของคลื่นของฉันส่งได้ไกลกว่า บ้างก็ว่าระบบของฉันดีที่สุดเพราะมีสามคลื่น เป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีการเปิดเครือข่ายใหม่และระบบยังใช้งานได้ไม่ทั่วถึง ผู้ให้บริการก็มักจะคุยโม้เรื่องสรรพคุณของเครือข่ายของตนเองเอาไว้ก่อน ก่อให้เกิดความสับสนเพราะมักจะให้ข้อมูลกับผู้บริโภคไม่ครบถ้วน เรามาดูข้อเท็จจริงกันดีกว่าครับว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ทำ 3G มันแตกต่างกันอย่างไร
คลื่นความถี่ 3G ทุกคลื่นล้วนเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย ITU
ที่จริงแล้วเทคโนโลยี 3G สามารถทำงานบนคลื่นความถี่ใดก็ได้ แต่หากเราเลือกใช้ย่านความถี่ที่ชาวบ้านเขาไม่ใช้กันก็จะไม่มีเครื่องลูกข่ายรองรับ ดังนั้นการเลือกย่านความถี่ 3G ต้องเลือกให้ตรงกับมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานของสหประชาชาติที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้คือ ITU (International Telecommunication Union)
ITU ได้กำหนดคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 3G ไว้ 25 ย่านความถี่ แต่ที่นิยมกันคือคลื่นความถี่ย่าน 2100, 1900, 1700 (AWS), 850 และ 900 MHz ดังนั้นคลื่นความถี่เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรฐานทั้งสิ้น ไม่มีผู้ให้บริการ 3G รายใดในโลกที่ใช้คลื่นความถี่ที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน
คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz ถูกกำหนดโดย ITU ให้เป็นย่านความถี่สากลของ 3G
มาตรฐานต่างๆในโลกมักแบ่งออกเป็น 3 ค่ายคือ ยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น ในยุค 2G แต่ละค่ายต่างก็ใช้เทคโนโลยีที่ต่างกัน และใช้คลื่นความถี่ที่ไม่ตรงกัน ยุโรปใช้ 2G ย่าน 900 และ 1800 MHz ในขณะที่ อเมริกาใช้ย่าน 800 และ 1900 MHz ส่วนญี่ปุ่นใช้ย่าน 1500 MHz ทำให้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ (International Roaming) มีข้อจำกัดเพราะย่านความถี่ไม่ตรงกัน เทคโนโลยีไม่เหมือนกัน
เพื่อไม่ให้ระบบ 3G เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม ในการประชุมที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ITU จึงได้กำหนดให้คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz เป็นย่านความถี่สากลสำหรับ 3G ที่พยายามจะให้โรมมิ่งได้ในทุกประเทศ

ในเวลาต่อมา กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ทำการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2 GHz ซึ่งในขณะนั้นถูกใช้งานเป็นระบบสื่อสัญญาณไมโครเวฟ เพื่อเตรียมจัดสรรใหม่เป็น 3G 2100MHz สำหรับประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกจัดสรรให้กับผู้ให้บริการ 4 รายคือ TOT และบริษัทลูกของ AIS dtac Truemove
ระบบ 3G มีคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz เป็นความถี่สากล แต่ระบบ 4G LTE กลับประสบปัญหา band fragmentation คือแต่ละประเทศใช้คลื่นความถี่ที่แตกต่างกันมาทำ 4G LTE เพราะไม่มีความถี่ย่านใดถูกกำหนดให้เป็นความถี่สากลตั้งแต่ต้น การนำอุปกรณ์ 4G LTE ไปใช้ในต่างประเทศจึงต้องพึ่งพาการโรมมิ่งกับ 3G 2100MHz เป็นหลัก แต่มีแนวโน้มว่าย่านความถี่ 1800 MHz จะได้รับความนิยมและอาจกลายเป็นย่านความถี่สากลของ 4G ในอนาคต
จากการที่คลื่นความถี่ 2100 MHz เป็นคลื่นความถี่สากลของ 3G จึงทำให้ได้รับความนิยมทั่วโลกมากกว่าคลื่นความถี่อื่นๆ ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2556 พบว่า
worldwide 3G subscribers
มีผู้ให้บริการ 3G 2100 MHz อยู่ 393 โอเปอเรเตอร์ใน 155 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 1,018 ล้านคน
มีผู้ให้บริการ 3G 900 MHz อยู่ 64 โอเปอเรเตอร์ ใน 43 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 273 ล้านคน
มีผู้ให้บริการ 3G 850 MHz อยู่ 53 โอเปอเรเตอร์ ใน 35 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 184 ล้านคน
ข้อมูลจากเว็บ www.gsmarena.com ระบุว่าโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3G 2100 MHz มี 1,355 รุ่น, 3G 900MHz มี 750 รุ่น และ 3G 850MHz มี 749 รุ่น  การที่ 3G 2100 MHz ได้รับความนิยมสูงสุดทำให้โทรศัพท์มือถือ 3G ทุกรุ่น มักจะต้องผลิตออกมาให้รองรับคลื่นความถี่ 2100MHz
ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มที่จะใช้คลื่นความถี่หลายย่านมาให้บริการร่วมกัน
ในปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มจะต้องใช้คลื่นความถี่ 3G หลายย่านความถี่มาให้บริการร่วมกัน ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ 1) คลื่นความถี่ย่านเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต และ 2) คลื่นความถี่แต่ละย่านเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
คลื่นความถี่ย่านที่สูงกว่า 1GHz (1.8GHz, 2.1GHz, 2.3GHz, 2.6GHz) เรียกว่าย่าน high band คลื่นความถี่ย่านนี้มีข้อดีคือมีปริมาณคลื่นให้จัดสรรได้มาก สามารถจัดสรรเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต แต่มีข้อเสียคือส่งสัญญาณได้ไม่ไกล ต้องตั้งสถานีฐานจำนวนมากจึงจะครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วถึง
คลื่นความถี่ย่านที่ต่ำกว่า 1GHz (700MHz, 850MHz, 900MHz) เรียกว่าย่าน low band คลื่นความถี่ย่านนี้มีข้อดีคือส่งสัญญาณได้ไกล ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้าง แต่คลื่นความถี่ย่านนี้มีปริมาณความถี่ให้จัดสรรได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณการเติบโตของดาต้าในระยะยาว
ที่จริงแล้ว ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเอกชนทั้ง 3 ค่าย ต่างก็ใช้คลื่นความถี่หลายย่านมาให้บริการร่วมกัน โดย AIS ใช้คลื่น 900 MHz + 2100 MHz ส่วน dtac และ TruemoveH ใช้คลื่น 850 MHz + 2100 MHz และในอนาคตทั้งสามค่ายอาจจะต้องประมูลเอาความถีี่ย่านอื่นๆเข้ามาเพิ่มอีก
เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ แต่ละท่านน่าจะพอเข้าใจถึงข้อดี ข้อเสียของคลื่นความถี่ต่างๆ แล้ว กล่าวคือ
คลื่นความถี่ 2100 MHz มีข้อดีคือเป็นที่นิยมแพร่หลาย สามารถโรมมิ่งได้ (เกือบจะ) ทุกประเทศในโลก และมีเครื่องลูกข่ายรองรับจำนวนมาก
คลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz มีข้อดีคือสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ไกล
เครือข่าย 3G จะมีคุณภาพดีหรือไม่นั้นอยู่ที่ผู้ให้บริการเอาคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องมีการการลงทุนขยายเครือข่าย และปรับปรุงเครือข่ายอย่างต่อเนื่องครับ