2.11.2558

VoIP

VoIP : Voice over IP



เป็นการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล สัญญาณเสียงVoice จะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็คเก็ตPacket วิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการสื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เปรียบได้กับการให้รถยนต์วิ่งแทรกกันได้ตามช่องว่างที่มีอยู่ของถนน แทนการให้รถยนต์คันเดียวจองถนนวิ่งแบบผูกขาด ข้อดีของวอยซ์โอเวอร์ไอพีก็คือการสามารถใช้โครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถให้บริการได้ในอัตราค่าบริการที่ถูกลงมาก

         การใช้งาน
ในการใช้บริการวอยซ์โอเวอร์ไอพี ผู้ใช้บริการจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อน หลังจากนั้น สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ซอฟท์โฟน และไมโครโฟนกับหูฟัง เพื่อพูดคุยกับปลายทางได้ ในปัจจุบัน มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า อะนาล็อกเทเลโฟนอะแด็ปเตอร์ เข้ามาแทนการใช้คอมพิวเตอร์ ต่อกับอินเทอร์เน็ต และใช้เครื่องโทรศัพท์อะนาล็อกที่ใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไปในการโทรศัพท์แบบวอยซ์โอเวอร์ไอพีได้ ทำให้ได้รับความสะดวก และความรู้สึกไม่แตกต่างจากการใช้โทรศัพท์แบบดั้งเดิม
การใช้งานวอยซ์โอเวอร์ไอพี สามารถใช้งานได้ทั้งในการโทรศัพท์ถึงปลายทางที่เป็นวอยซ์โอเวอร์ไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่ทั้งสองข้างจะต้องออนไลน์พร้อมกัน หรือจะโทรไปยังปลายทางที่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ปกติ ทั้งโทรศัพท์ประจำที่หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ ในกรณีนี้ จะต้องมีการสมัครเป็นสมาชิกของบริการและชำระค่าบริการล่วงหน้า แต่ค่าบริการจะถูกกว่าการโทรศัพท์ปกติมาก
จุดด้อยของVoIP
จุดด้อยของวอยซ์โอเวอร์ไอพีก็คือ ในบางกรณีคุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีเท่าโทรศัพท์ปกติ และอาจจะมีการดีเลย์หรือการที่สัญญาณเสียงเดินทางมาช้า ทำให้พูดสวนกันไม่ได้ถนัด ต้องรอให้แต่ละฝ่ายพูดให้จบก่อนจึงจะพูดได้ แต่ปัญหานี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่มีความแตกต่างอีกต่อไป ข้อเสียอีกประการหนึ่งก็คือ โทรศัพท์วอยซ์โอเวอร์ไอพี จะใช้งานไม่ได้เมื่อไฟฟ้าดับ หรืออินเทอร์เน็ตเกิดขัดข้อง

อนาคตของVoIP
วอยซ์โอเวอร์ไอพี หรือที่มักจะเรียกกันย่อๆว่าวอยซ์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากคุณภาพที่ได้รับปรับปรุงและค่าใช้จ่ายที่ถูก จนในที่สุดอาจจะกลายเป็นบริการฟรี เช่น เดียวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ เช่น การสืบค้นเว็บไซต์ การใช้อีเมล เพราะอันที่จริงก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ผู้ใช้บริการเพียงแต่จ่ายค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น
เนื่องจากในปัจจุบัน วอยซ์โอเวอร์ไอพี ไม่มีหมายเลขของตัวเอง ได้มีความพยายามที่จะสร้างเลขหมายโทรศัพท์สำหรับวอยซ์โอเวอร์ไอพีที่ใช้งานได้ทั่วโลก เรียกว่า อีนัม (ENUM) ซึ่งถ้าได้มีการยอมรับแพร่หลาย เราก็จะมีหมายเลขนี้ติดตัวเราไปได้ทุกที่ทั่วโลก เพียงแต่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถติดต่อกันได้โดยกดหมายเลขอีนัมคล้ายๆ กับโทรศัพท์ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น ถ้าโครงข่ายไว-ไฟ หรือ ไวแม็กซ์ มีการขยายครอบคลุมมากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านไว-ไฟ หรือ ไวแม็กซ์ ที่สามารถใช้วอยซ์โอเวอร์ไอพีได้ ซึ่งจะมีความสามารถสูงกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีแบนด์วิดธ์ที่กว้าง การใช้วีดีโอโฟน จะกลายเป็นมาตรฐานทั่วไป ในปัจจุบัน ก็เริ่มมีการวางตลาดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้เป็นโทรศัพท์ไว-ไฟในตัวบ้างแล้ว


VoIP คืออะไร
 VoIP ย่อมาจาก Voice over Internet Protocol คือการสื่อสารทางเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับการโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่าย Internet  ซึ่งมีข้อดีอันดับแรก ๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ  ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรได้ ไม่ว่าจะเป็นการโทรภายในประเทศ  หรือการโทรระหว่างประเทศก็ตาม เพราะการโทรศัพท์ผ่านทางระบบ Internet นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานผ่านทางชุมสายโทรศัพท์  ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายของส่วนที่ให้บริการด้วย 
     VoIP นั้นเป็นการประยุกต์การส่งข้อมูลผ่าน Internet มาใช้งาน  ซึ่งโดยปกติการใช้งาน Internet   จะเป็นการใช้สัญญาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว  แต่สำหรับการใช้งาน VoIP นั้นจะเป็นการนำเอาสัญญาณเสียงมารวมเข้ากับสัญญาณข้อมูล เพื่อส่งผ่านไปยังระบบเครือข่ายผ่านทาง Protocol l ที่ใช้สำหรับอินเทอร์เน็ตก็คือ  Internet Protocol  หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IP  ซึ่งตามปกตินั้น IP  จะใช้สัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยี VoIP  ที่ทำให้ส่งสัญญาณเสียงได้ ตัวอย่างผู้ให้บริการ VoIP ในประเทศไทย เช่น บริษัท แอดวานซ์ เทเลโฟน แอนด์ เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด

การใช้เทคโนโลยี VoIP รูปแบบต่าง
1. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC )
2. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone )
3. จากเครื่องโทรศัพท์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์ (Phone-to-PC) 
4. โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony )

ประโยชน์ที่ได้รับ จาก VoIP
1. ลดค่าใช้จ่าย 
2. เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดต่อสื่อสาร 
3. จัดการระบบเครือข่ายได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเครือข่ายการติดต่อสื่อสารทั้งหมด สามารถยุบรวมกันให้เหลือเพียงเครือข่ายเดียวได้ อีกทั้งในกรณีที่มีการโยกย้ายของหน่วยงานหรือพนักงาน การจัดการด้านหมายเลขโทรศัพท์และอื่นๆ สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินสายสัญญาณใดๆขึ้นมาใหม่
4. รองรับการขยายตัวของระบบในอนาคต หากในอนาคตองค์กรขยายตัวใหญ่ขึ้น VoIP สามารถรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มมากขึ้นในทันทีโดยการเพิ่ม Virtual User เข้าไปในระบบเท่านั้นเอง
5. ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลและจัดการระบบ (Reduce Operating Expenses) เนื่องจากใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการ ทำให้ VoIP นั้นง่ายในการจัดการและบำรุงรักษา
6. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Increase Productivity) พนักงานสามารถส่งเอกสารผ่านเครือข่ายควบคู่ไปกับการสนทนา หรืออาจจัดการประชุมออนไลน์(Conference Call) ทั้งภาพและเสียง และแม้กระทั่งส่งเอกสารการประชุมให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ผ่านทางเครือข่ายได้อีกด้วย
7. ใช้ร่วมกับการสื่อสารไร้สายได้ ทำให้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายต่างๆ เช่นโทรศัพท์มือถือหรือPDA สามารถติดต่อผ่าน VoIP เข้ามาในเครือข่ายขององค์กรได้
8. เพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อกับลูกค้า (Improved Level of Services) โดยใช้ความสามารถของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของ VoIP เช่น Click-to-talk เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการติดต่อกับลูกค้า

-----------------------------------------

Voice over Internet Protocol (VoIP)
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อินเทอร์เน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) ในการสื่อสาร โดยข้อมูลที่จะทำการส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังจุดหมายปลายทางนั้นจะถูกแตกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ที่เรียกว่า “แพ็กเก็ต” โดยที่โปรโตคอล TCP จะทำหน้าที่ในส่วนนี้ และโปรโตคอล IP จะทำหน้าที่ในการส่งผ่านแพ็กเก็ตข้อมูลไปตามเส้นทางต่าง ๆ ผ่านทางเราเตอร์จนถึงจุดหมายปลายทาง และโปรโตคอล TCP ที่ปลายทางก็จะทำหน้าที่ในการประกอบแพ็กเก็ตย่อย ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันให้เหมือนข้อมูลต้นฉบับก่อนที่จะทำการส่งที่ต้นทาง
ใน VoIP นั้น หลักการนี้ได้ถูกนำมาใช้กับแพ็กเก็ตของข้อมูลที่มีลักษณะเป็นเสียง (voice) ทำให้สามารถโทรศัพท์ผ่านทางระบบเครือข่าย โดยสามารถใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์ ซึ่งการใช้งาน VoIP ก็มีตั้งแต่การต่อโทรศัพท์ถึงจุดหมายปลายทางที่เป็น VoIP เช่นเดียวกัน หรืออาจเป็นโทรศัพท์ทั่วไปทั้งโทรศัพท์บ้าน สำนักงาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้แต่โทรศัพท์ทางไกล หรือทางไกลระหว่างประเทศ และการใช้งาน VoIP ก็สามารถทำได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ โดยการเชื่อมต่อผ่านโมเด็ม และจากโทรศัพท์แบบทั่วไปโดยการเชื่อมต่อผ่าน Adaptor ดังแสดงในรูปที่ 1
รูปที่ 1 ระบบ VoIP (Source: www.fcc.gov)
จากรูปที่ 1 ข้างต้น ในกรณีที่ใช้งานผ่านทางเครื่องโทรศัพท์ สัญญาณเสียงที่เป็นอนาล็อก (Analog) จากโทรศัพท์จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณดิจิตอล (Digital) ในรูปของ Voice Packet โดย Phone Adaptor เพื่อทำการส่งผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และจะมีการแปลงสัญญาณกลับอีกครั้งที่ปลายทาง แต่ในกรณีที่มีการใช้งานผ่านทางคอมพิวเตอร์โดยตรงผ่านทางไมโครโฟน สัญญาณเสียงก็จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ Voice Packet จากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วส่งผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกันกับการส่งข้อมูลทั่วไป (Data Packet) แต่จะใช้โปรโตคอล UDP (User Datagram Protocol) แทนโปรโตคอล TCP เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงในการสื่อสารที่ราบเรียบขึ้น แม้ว่าจะไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุก ๆ Voice Packet ที่ส่งออกไปจะไปถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม

VoIP และ Internet Phone Calls
ด้วยหลักการและโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารที่เหมือนกันระหว่าง VoIP และ Internet Phone Calls โดยเป็นการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงทำให้เกิดการเข้าใจว่าทั้ง VoIP และ Internet Phone Calls เป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้วก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียดทางเทคนิคอยู่พอสมควร โดยเฉพาะ VoIP ที่ใช้กันในระดับธุรกิจและอุตสาหกรรม เช่นเดียวกันกับความแตกต่างระหว่าง Internet TV และ IPTV
Internet Phone Calls ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะในการสื่อสารเช่นเดียวกันกับ Internet TV ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะนั้น มีการใช้งานที่หนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพ็กเก็ตข้อมูลที่ส่งออกไปนั้นอาจจะไปถึงหรือไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ได้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ปัญหาหากเป็นการใช้งานที่ไม่ต้องการคุณภาพเท่าใดนัก แต่สำหรับ VoIP แล้ว คุณภาพของสัญญาณและคุณภาพการบริหารเป็นสิ่งที่กำหนดได้โดยผู้ให้บริการระบบ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายเช่นเดียวกันกับ IPTV  ดังนั้น VoIP จึงมีคุณภาพของสัญญาณและเสียงที่ดีกว่าและเป็นที่มาของการใช้งานอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

รูปแบบของ VoIP สำหรับธุรกิจ
สำหรับธุรกิจแล้ว ระบบโทรศัพท์หมายถึงอุปกรณ์จำนวนมากเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และเชื่อมต่อทั้งองค์กรเข้ากับระบบโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานหรือ PSTN (Public Switched Telephone Network) ซึ่งอุปกรณ์นั้นก็คือระบบตู้สาขาหรือ PBX (Private Branch Exchange) ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมคู่สายเข้า-ออก ซึ่งรวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ประกอบด้วย การโอนสาย การพักสาย หรือแม้แต่การประชุมทางโทรศัพท์  ในระบบ VoIP ก็ต้องการระบบตู้สาขาเช่นกันโดยใช้ระบบตู้สาขาที่เรียกว่า IP PBX ที่มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับระบบตู้สาขาโทรศัพท์ทั่วไป แต่ IP PBX ก็มีจุดด้อยในด้านต่าง ๆ เช่น 
        • ต้นทุน การซื้อหา IP PBX มาไว้ใช้งานถือเป็นการลงทุนแบบหนึ่ง โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาด ขีดความสามารถ และยี่ห้อ
          • 
อุปกรณ์เสริมพิเศษ ต้นทุนของการใช้ระบบตู้สาขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาของตู้สาขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการซื้อหาเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ระบบเครือข่ายเสริมอีกจำนวนหนึ่ง
          • 
ความล้าสมัย/ตกรุ่น เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบทั่วไปที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  IP PBX ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะสามารถอัพเกรดได้เช่นเดียวกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ก็ยังคงมีต้นทุนในการอัพเกรดระบบ
          • 
ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เทคโนโลยีที่ใช้ใน IP PBX มีความซับซ้อน ดังนั้นการใช้งานหรือการบริหารจัดการต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ซึ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่มีบุคลากรที่ดูแลตรงส่วนนี้เป็นของตนเอง และถึงแม้ว่าผู้ผลิตบางรายเสนอบริการเสริมในการดูแลและบริหารจัดการระบบตู้สาขา แต่ก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอุปกรณ์
ด้วยข้อด้อยดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงได้มีการคิดค้นและนำเสนอบริการตู้สาขาที่เรียกว่า Hosted IP PBX ซึ่งสามารถให้บริการและมีฟังก์ชั่นการใช้งานแก่ลูกค้าตามต้องการ โดยที่ผู้ให้บริการระบบ VoIP เป็นผู้ครอบครอง ดูแลบริหารจัดการ และอัพเดทระบบ โดยมีการคิดค่าเปิดใช้บริการเริ่มต้นและค่าบริการรายเดือน ซึ่ง Hosted IP PBX มีข้อดีดังนี้
          • ต้นทุนต่ำหรือไม่มีต้นทุน จากการที่ไม่ต้องซื้อหา IP PBX ด้วยตนเองจึงทำให้ไม่มีต้นทุนตรงส่วนนี้ และผู้ให้บริการ IP PBX บางรายอาจมีบริการพิเศษที่ผู้ใช้บริการยังคงสามารถใช้ระบบโทรศัพท์เดิมที่มีอยู่ เพียงแต่ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อคุณภาพของสัญญาณเสียงที่ดีขึ้น
          • 
ค่าใช้จ่ายที่สามารถคาดการณ์ได้ ค่าบริการรายเดือนอาจมีการคิดคำนวณที่แตกต่างกันตามแต่ผู้ให้บริการ แต่ก็ยังคงมีวิธีการคิดคำนวณที่ชัดเจน และสามารถคาดการณ์ได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระบบโทรศัพท์เกิดขึ้น เช่น การลดหรือเพิ่มจำนวนของผู้ใช้งานในระบบ
          • 
ไม่มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เนื่องจากผู้ให้บริการ VoIP เป็นเจ้าของอุปกรณ์ IP PBX ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ เช่น การซ่อมบำรุง และการอัพเกรดชิ้นส่วนอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้อง

          • 
ไม่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เนื่องจากผู้ให้บริการ VoIP เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการอุปกรณ์ การเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการใช้งาน เช่น การเพิ่มผู้ใช้งานในระบบ หรือการเปลี่ยนหมายเลขต่อภายใน อาจสามารถกระทำได้โดยผ่านทาง Web Interface

คุณภาพของเครือข่ายและคุณภาพเสียงสำหรับ VoIP
สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาสำหรับการเปลี่ยนมาใช้ VoIP คือ ความสามารถของระบบเครือข่ายในการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลได้อย่างทันเวลา ไม่สะดุด ซึ่ง TCP/IP ไม่ได้รับประกันว่าทุกแพ็กเก็ตข้อมูลที่ส่งออกไปจะไปถึงจุดหมายปลายทางเสมอ  แม้แต่เราเตอร์เอง ก็สามารถปรับตั้งค่าให้ละทิ้งแพ็กเก็ตส่วนเกินเพื่อบรรเทาปัญหาการคับคั่งของแพ็กเก็ต (packet congestion) หรืออุปสรรคอื่น ๆ อีก ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
          • Packet Lost โดยการวัดจากเปอร์เซ็นต์ของแพ็กเก็ตที่ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หากสูงกว่า 3% ถือว่าเครือข่ายนั้นไม่เหมาะสมกับการใช้งาน VoIP เนื่องจากอาจจะมีปัญหาสัญญาณเสียงขาดตอน ซึ่งปัญหา packet loss นี้ จะเพิ่มมากขึ้นตามลักษณะการใช้งานของระบบเครือข่ายที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการ overload ของสัญญาณ

          • Jitter คือประเด็นด้านคุณภาพของระบบเครือข่ายที่วัดจากความแปรปรวนของเวลาที่ใช้ในการเดินทางของแพ็กเก็ตที่เป็นสัญญาณเสียง (Voice Information Packet) ซึ่งอุปกรณ์ VoIP ที่ฝั่งผู้รับสามารถบรรเทาปัญหานี้ ได้ด้วยการจัดให้แพ็กเก็ตที่ได้รับมารวมตัวกันอยู่ใน jitter buffer ก่อนแปลงเป็นสัญญาณเสียงที่ไม่มีการสะดุดหรือขาดตอน
            Jitter Buffer มีค่าความยาวเป็นมิลลิวินาที (Millisecond) หรือที่เรียกว่า Jitter Buffer Depth ซึ่งควรมีค่าประมาณ 2 เท่าของขนาดของความแปรปรวนของระยะเวลาในการเดินทางของแพ็กเก็ตหรือ jitter ที่เกิดขึ้นจริงในระบบเครือข่าย หากค่า jitter มากกว่า 50 มิลลิวินาทีแล้ว จะเป็นการยากที่จะได้สัญญาณเสียงที่ราบเรียบ อีกทั้งการใช้ jitter buffer บ่อยครั้ง ก็จะยังผลให้เกิดอาการสัญญาณเสียงขาดหายเป็นช่วง ๆ  ดังนั้นการปรับตั้งค่า Jitter Buffer Depth จึงต้องมีความเหมาะสมกับลักษณะของระบบเครือข่ายด้วย
          • Latency คือระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของแพ็กเก็ตจากต้นทางไปยังปลายทาง หากใช้เวลามากกว่า 150-200 มิลลิวินาที อาจเป็นปัญหาสำหรับอุปกรณ์ VoIP ได้ในรูปของเสียงสะท้อนหรือเสียงก้อง และหากมีค่ามากกว่า 400 มิลลิวินาทีอาจมีผลกระทบต่อความชัดเจนของเสียงสนทนา  แต่ทั้งนี้หากการสื่อสารของทั้งระบบเป็นอุปกรณ์แบบดิจิตอลทั้งหมด ปัญหาเรื่องเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนก็จะน้อยมาก

Bandwidth อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดถึงสำหรับ VoIP
ในการนำ VoIP มาใช้ในระบบเครือข่ายนั้นจะต้องมี bandwidth ที่เพียงพอที่จะส่งผ่านแพ็กเก็ตของสัญญาณเสียง ซึ่งแบ่งออกเป็น Available Bandwidth และ Raw Bandwidth (หรือ Total Bandwidth) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้วัดถึงปริมาณของข้อมูลที่สามารถส่งผ่านภายในระบบเครือข่าย การตรวจสอบทำได้จากการวัดเปรียบเทียบปริมาณข้อมูลสัญญาณเสียง (voice data) ที่ต้องการและปริมาณข้อมูลที่ระบบเครือข่ายสามารถรองรับได้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ bandwidth ดังนี้
          • Raw Bandwidth เป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการระบบเครือข่ายคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นค่าที่แสดงถึงปริมาณข้อมูลที่ระบบเครือข่ายสามารถรองรับได้ต่อการเชื่อมต่อแต่ละจุด เช่น หากมีเครือข่าย T1 ที่ใช้สำหรับเครือข่ายข้อมูลโดยเฉพาะ นั่นหมายถึงขนาดของ Raw Bandwidth คือ 1.5 Mbits  การเชื่อมต่อแบบ DSL (Digital Subscriber Line) ในบางครั้งก็มีข้อจำกัดในเรื่องของ bandwidth ขารับ (download) และขาส่ง (upload) มีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ความเร็วในการ download 768 Kbits และความเร็วในการ upload 128 Kbits ซึ่งผู้ให้บริการระบบเครือข่ายสามารถบอกได้ถึงขนาดของ bandwidth ที่เพียงพอหรือเหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบ voice application
          • คอขวด หรือ Bottleneck เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้รับและผู้ส่งมีขนาดของ available bandwidth ไม่เท่ากัน เช่นการเชื่อมต่อที่ฝั่งต้นทางใช้แบบ T1 แต่การเชื่อมต่อของฝั่งปลายทางใช้แบบ Dial Up ที่ความเร็ว 53 Kbps
          • Codecs ก่อนที่จะทราบว่าระบบเครือข่ายที่มีอยู่จะสามารถรองรับข้อมูลสัญญาณเสียงได้หรือไม่นั้น จะต้องทราบปริมาณของข้อมูลสัญญาณเสียงที่ต้องการใช้งานก่อน โดยสามารถประมาณการณ์ได้จากการนับจำนวนการใช้โทรศัพท์ที่จะใช้ผ่านระบบเครือข่าย คูณด้วยปริมาณของการจราจรทางระบบเครือข่ายต่อการโทรหนึ่งครั้ง หรือที่เรียกว่า traffic-per-call ที่ขึ้นอยู่กับ codec ที่ใช้ โดยที่ codec หมายถึงวิธีการเข้ารหัสสัญญาณเสียงให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถส่งผ่านทางระบบเครือข่ายได้ ดังแสดงในตาราง
จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า Codec G.711 ให้คุณภาพเสียงเช่นเดียวกันกับคุณภาพเสียงที่ได้จากระบบโทรศัพท์ทั่วไป แต่ต้องใช้ available bandwidth ถึงประมาณ 80 Kbps ต่อการใช้โทรศัพท์หนึ่งครั้ง ส่วน G.729 ให้คุณภาพเสียงที่เป็นรองจาก G.711 แต่ใช้ available bandwidth เพียงประมาณ 26 Kbps เท่านั้น ต่อการใช้โทรศัพท์ในแต่ละครั้ง

การเลือกติดตั้งระบบ VoIP ระหว่างแบบ In-house หรือใช้บริการจาก Service Provider
ปัจจัยในการเลือกติดตั้งระบบไม่ว่าจะเป็นแบบ In-house หรือแบบใช้บริการจากผู้ให้บริการระบบตู้สาขา (IP Central Exchange: IP Centrex) หรือ Hosted IP PBX นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่แตกต่างกันเฉพาะราย ซึ่งการติดตั้งระบบทั้งสองแบบให้คุณภาพของสัญญาณเสียงที่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ IP Centrex ผู้ใช้บริการไม่ต้องลงทุนในอุปกรณ์ระบบเองยกเว้นเครื่องโทรศัพท์ อีกทั้งระบบตู้สาขาก็ตั้งอยู่ที่ศูนย์ของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่มีต้นทุนเริ่มแรกที่สูงมากนัก ผู้ให้บริการระบบตู้สาขาจะคิดค่าบริการตามสัญญาที่ตกลงหรืออาจคิดค่าบริการเพิ่มเติมตามแต่บริการเสริมที่ต้องการ อีกทั้งการเลือกผู้ให้บริการก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยที่ระยะทางหรือทำเลที่ตั้งของผู้ให้บริการไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพในการให้บริการ แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือชื่อเสียงด้านคุณภาพความน่าเชื่อถือและฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีให้ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบความปลอดภัย (security) ก็เป็นสิ่งที่กำลังได้รับการใ้ห้ความสำคัญมาก
หากต้องการที่จะซื้อหาครอบครองตู้สาขาเอง ตู้สาขาจะติดตั้งอยู่ในพื้นที่ของผู้ใช้บริการ แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานเหมือนกันทุกประการโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ตั้งของตู้สาขา การซื้อหาครอบครองตู้สาขาเองเป็นการลงทุนเริ่มแรกที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าผู้ใช้บริการระบบวางแผนที่จะใช้ระบบ VoIP ในระยะยาว (นานกว่า 5 ปี) การตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าของและบริหารจัดการตู้สาขาเองก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะระบบตู้สาขาที่สามารถอัพเกรดเพื่อให้รองรับถึงระบบในอนาคตหรือขยายขีดความสามารถตามขนาดขององค์กรที่ขยายตัวขึ้น แต่พึงระลึกไว้เสมอว่าการเป็นเจ้าของตู้สาขาเองนอกจากจะเป็นการลงทุนเริ่มแรกที่สูงแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายข้างเคียงตามมาในระยะยาวอีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ค่าจ้างบุคลากรด้านไอทีที่ชำนาญพอที่จะรองรับหรือแก้ไขขัดข้องเมื่อใช้งาน ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบจ้างประจำหรือว่าจ้างมืออาชีพจากภายนอก (Outsource) เป็นครั้งคราว อีกทั้งยังอาจมีค่าใช้จ่ายในการกู้ระบบที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือจากวินาศภัยในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะต้องนำมาพิจารณาในต้นทุนการครอบครองระบบโดยรวม (Total Cost of Ownership: TCO)

ประโยชน์ที่ได้จากการเปลี่ยนมาใช้ระบบ VoIP
ประโยชน์ที่ได้จากการรวมสัญญาณข้อมูลและสัญญาณเสียงเข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน สามารถเป็นได้หลากหลายรูปแบบตามแต่ลักษณะขององค์กรและจุดประสงค์ของผู้ใช้บริการ แต่โดยทั่วไปพอสรุปได้ดังนี้
  • การบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อนโดยรวมลดลงเนื่องจากระบบสัญญาณข้อมูลและสัญญาณเสียงถูกรวมเข้าเป็นระบบเดียวกัน
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบที่รวมระบบ VoIP และ Data เข้าไว้ด้วยกัน
  • การรวมสัญญาณเสียง (voice) และสัญญาณข้อมูล (data) เข้าไว้ด้วยกันโดยใช้สื่อสัญญาณ (medium) ร่วมกันทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการให้บริการ (service) หรือ application
  • Bandwidth ที่ต้องการใช้สำหรับการใช้โทรศัพท์สามารถลดขนาดลงได้จากการเลือกใช้ Codec ที่เหมาะสมกับระบบเครือข่าย เพื่อให้ได้คุณภาพของสัญญาณเสียงที่ดีและไม่สิ้นเปลือง bandwidth เกินความจำเป็น
          VoIP ดูจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับรูปแบบการสื่อสารในอนาคตสำหรับธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการหันเหมาสนใจการใช้ระบบ VoIP ทดแทนหรือเสริมกับระบบโทรศัพท์เดิมที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง  แต่อย่างไรก็ตามระบบการสื่อสารถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ต้องพิจารณาและศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสนใจลงทุน
VoIP มีข้อดีมากมายนับตั้งแต่ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารขององค์กร ซึ่งเป็นข้อดีและสิ่งจูงใจที่โดดเด่น ไปจนถึงการเพิ่มผลิตผลขององค์กร และความสามารถในการร่วมปฏิบัติการพร้อม ๆ กันจากหลาย ๆ ส่วนงานที่กระจายอยู่กันในต่างทำเลที่ตั้ง แต่ก็มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา นับตั้งแต่ความจำเป็นที่ต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษระบบตู้สาขา ระบบเครือข่ายที่จะมารองรับ รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบ VoIP ซึ่งผู้ใช้บริการต้องมีการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงการเลือกระหว่างการซื้อหาครอบครองรวมถึงบริหารจัดการระบบเองหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการและบริหารจัดการระบบแบบครบวงจร ซึ่งต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย เพียงแต่ต้องเป็นข้อดีที่ต้องการและข้อด้อยที่ยอมรับได้เท่านั้นเอง

ที่มา: Micro Computer, Vol.26, No.271, February 2008

1.29.2558

LTE

LTE : Long Term Evolution

LTE มีความเป็นมาอย่างไร
LTE หรือในชื่อเต็ม ๆ ว่า Long Term Evolution เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่พัฒนาในเส้นทางการพัฒนาของระบบ GMS-UMTS ซึ่งมุ่งเป้าที่จะพัฒนาไปสู่ยุค 4G ที่มีการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง กลุ่มที่พัฒนาเทคโนโลยี 3G ในสายนี้ก็คือ 3GPP นั่นเองครับ เริ่มต้นที่การพัฒนาระบบ GSM ที่เป็นยุค 2G ที่เน้นการสื่อสารด้วยเสียงเป็นหลัก และเป็นระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นมาในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปที่พัฒนาขึ้นจากเดิมที่ใช้เป็นแบบอะนาล็อก
จากนั้นเมื่อยุคอินเทอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟูขึ้น มีการใช้โมเด็มอย่างแพร่หลาย ก็เริ่มมีคำถามถึงเทคโนโลยีไร้สายที่จะนำมาใช้ในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งระบบ GSM นั้นก็สามารถที่จะใช้ในการสื่อสารข้อมูลได้ในลักษณะการเชื่อมต่อแบบ Circuit Switched ที่ความเร็ว 9.6-14.4 Kbps เท่านั้น ไม่ได้ความเร็วที่มากมายเทียบเท่ากับโมเด็มสักเท่าไร ซึ่งต้องถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะพัฒนาการสื่อสารข้อมูลไร้สายกันแล้ว
จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเป็นระบบ 2.5G หรือ GPRS (Geneal Packet Radio Service) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ Packet Switched ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรมากกว่า
ความเร็วที่ได้จากระบบ GPRS อยู่ที่ประมาณ 32-48 Kbps พอจะเทียบเคียงได้กับโมเด็มที่ต่อผ่านสายโทรศัพท์ยุคเก่า ความเร็วระดับนี้ก็ได้เริ่มทำให้การสื่อสารข้อมูลผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นความจริงขึ้นมา ต่อมาก็มีการพัฒนาเป็นระบบ EDGE (Enhanced Data Rate for GSM Evolution) ซึ่งถือว่าเป็นยุค 2.9G โดยได้พัฒนาจนได้ความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 236 Kbps และประเทศไทยได้ติดตั้งบนพื้นที่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และยังคงใช้งานจนทุกวันนี้ (เพราะเราเองก็ยังไม่มีระบบ 3G จริงจังสักเท่าไร)
จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเป็นระบบ 3G ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นประมาณปี 2001 ในตอนนั้นความเร็วของระบบ UMTS (universal Mobile Telecommunication System) หรือ 3G ตัวแรกมีความเร็วไม่มากเท่าไร ความเร็วจะอยู่ที่ประมาณ 384 Kbps ซึ่งไม่แตกต่างกับ EDGE เท่าไรนัก ทำให้ 3G ยุคแรก ๆ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (เทคโนโลยีนี้จะเป็นมาตรฐาน 3GPP รีลีส 99)
แต่ด้วยแรงกดดันของความต้องการการสื่อสารข้อมูลไร้สาย จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีทางเลือกต่าง ๆ ขึ้นในช่วงนั้น นั่นคือ ไวไฟ (WiFi) และทำให้เทคโนโลยีที่เป็นที่สนใจกันมากเกิดขึ้นมาตัวหนึ่งคือ ไวแมกซ์ (WiMAX) ได้กลายเป็นแรงกดดันให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี 3G ขึ้นไปอีก โดยกลายเป็น 3.5G ที่เรียกกันว่า HSPA (High Speed Packet Access) โดยแบ่งออกเป็น HSDPA และ HSUPA ซึ่งมีความแตกต่างกันตรงที่เทคโนโลยีหนึ่งเน้นด้านดาวน์ลิงก์หรือด้านส่งข้อมูลถึงผู้รับ และเทคโนโลยีอีกตัวหนึ่งเน้นด้านอัพลิงก์หรือการส่งข้อมูลขึ้นไปแสดงผล
HSDPA (High Speed Downlink Packet Access, 3GPP Rel-5) นั้น มีการพัฒนาขึ้นมาก่อนและพัฒนาต่อมาตามลำดับ ตั้งแต่ 1.8 Mbps, 3.6 Mbps ไปถึง 7.2 Mbps ซึ่งความเร็วของทั้ง 2 ตัวหลังนี้มีอุปกรณ์รองรับมากมายและเป็นที่นิยมทั่วโลกดังที่เราจะเห็นได้จากจำนวนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รองรับความเร็วเหล่านี้ ซึ่งอุปกรณ์ที่รองรับความเร็ว 3.6 Mbps นั้นมีจำนวน 1,167 ตัว ความเร็ว 7.2 Mbps ก็มีถึง 657 อุปกรณ์ที่รองรับ ทำให้ความเร็ว 7.2 Mbps เป็นมาตรฐานการให้บริการ HSPA ในปัจจุบัน เพราะมีความเร็วที่ดีกว่า บริการที่ได้ก็มากกว่า และทำให้ลูกค้ายินดีที่จะใช้บริการมากขึ้น
เมื่อมีการพัฒนาความเร็วด้านขาลงก็ต้องมีการพัฒนาด้านขาขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นคือ HSUPA (High Speed Uplink Packet Access, 3GPP Rel-6) ซึ่งมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนล่าสุดได้ความเร็วสูงสุดที่ 5.76 Mbps ซึ่งก็ถือว่าเร็วมาก มีอุปกรณ์รองรับจำนวน 344 อุปกรณ์ในตลาด มีเครือข่ายรองรับ 92 เครือข่าย นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว
HSPA+ ที่พัฒนาต่อมานั้นเริ่มแรกสามารถที่จะให้ความเร็วได้ถึง 21 Mbps และ 28 Mbps ในด้านดาวน์ลิงก์ และให้ความเร็วด้านอัพลิงก์ที่ 11 Mbps ซึ่ง 21 และ 28 Mbps แตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อยในเรื่องของการเข้าโค๊ด (16QAM vs. 64QAM) และการใช้เทคนิค MIMO (Multiple Input Multiple Output) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เคยได้กล่าวถึงกันไปแล้ว ซึ่งในปัจจุบันเองก็มีประเทศที่เปิดให้บริการแล้ว โดยความเร็ว 21 Mbps มี 25 เครือข่าย และ 28 Mbps อีก 1 เครือข่าย
อย่างไรก็ตามการพัฒนาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป จึงทำให้ต้องมีการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี Beyond 3G นั่นคือเทคโนโลยี LTE นี่เอง ซึ่งคาดว่าจะใช้ชื่อมาตรฐานเป็น 3GPP Rel-8 โดยได้เริ่มงานศึกษากันตั้งแต่ปี 2004
หลังจากที่ได้ศึกษาก็ได้มีการเริ่มต้นกำหนดรายละเอียดมาตรฐานส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งได้มีการกำหนดปรับปรุงแก้ไขกันมาตลอดจนกระทั่งมาเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคมปี 2008 ที่ผ่านมา และก็ได้มีการทดสอบกันในประเทศชั้นนำอย่างประเทศญี่ปุ่น มุ่งเน้นกับการทำ Trial การทดสอบต่าง ๆ การพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของเครือข่ายเพื่อให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน
อาจจะแปลกใจเล็ก ๆ ว่าผู้ที่เป็นโต้โผผลักดันหลักของมาตรฐานตัวนี้เพื่อให้เกิด LTE ขึ้นมานั้นไม่ใช่ฝั่งผู้ผลิตหรือผู้สร้างมาตรฐานดังที่ผ่าน ๆ มา หากแต่เป็นผู้ให้บริการเองครับ โดยทางผู้ให้บริการรายใหญ่ต่าง ๆ ได้แก่ Sprint Nextel จากสหรัฐอเมริกา, China Mobile, Vodafone, Orange, KPN Mobile, T-Mobile International และ NTT DoCoMo ได้ร่วมมือกันผลักดัน โดยจัดตั้งเป็นบริษัทที่ชื่อว่า Next Generation Mobile Networks (NGMN) ขึ้นมาในเดือนกันยายน 2006 ซึ่งได้กำหนดความต้องการเป็นภาพคร่าว ๆ ไว้สำหรับเครือข่ายบรอดแบนด์ไร้สายยุคอนาคต ไม่เพียงแค่ LTE ยังมีส่วนอื่น ๆ ทั้งเครือข่ายด้วย อย่างเช่น SAE (Service Architecture Evolution) ซึ่งเป็นส่วนของ Core Network เป็นต้น และกำหนดให้มันกลายเป็นมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งข้อดีของการที่มีผู้ให้บริการผลักดันก็คือเป็นผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีและให้บริการแก่ลูกค้าจริง ๆ จึงเป็นผู้ที่ตอบโจทย์ได้ชัดเจนที่สุดว่าต้องการอะไร และอยากให้เป็นอย่างไร นับว่าเริ่มต้นได้ดีทีเดียวนะครับ
นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่ม LTE/SAE Trial Initiative (LSTI) ขึ้นจากทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อทำการทดสอบระบบ LTE ในระหว่างการพัฒนา เรียกว่าคุมกันทั้งกระบวนการเลยทีเดียว นับว่าพอจะเห็นอนาคตที่สดใสเป็นลาง ๆ แล้วครับ
ในขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบกันที่ประเทศญี่ปุ่นกับ NTT DoCoMo และโอเปอเรเตอร์อื่น ๆ คาดว่าจะเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 ซึ่งไม่เพียงแต่ NTT DoCoMo เท่านั้น แต่รวมถึง AT&T และอีกหลายโอเปอเรเตอร์ที่จดจ้องกันอยู่

ทำไมต้อง LTE

สาเหตุที่เป็นแรงผลักดันที่สำคัญของระบบ LTE นี้ก็คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง เป็นเพราะเทคโนโลยีบรอดแบนด์ในขณะนี้ได้เป็นที่นิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีการแข่งขันด้านบรอดแบนด์กันดุเดือดมากขึ้น ทั้งทรู แม็กซ์เน็ต และทีโอที เป็นต้น ส่วนเรื่องความเร็วก็พัฒนามากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย เช่น โมบายล์บรอดแบนด์จะประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เกิดเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงอย่าง LTE ขึ้นมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพของสเปกตรัม (Spectrum) ที่ดีกว่า มี Latency ต่ำกว่า เพื่อที่จะทำให้ได้แบนด์วิดธ์และ Latency ในการบริการที่ดีกว่า นอกจากนี้ทางผู้ให้บริการทางสาย CDMA ก็เริ่มจะมีประเด็นในเรื่องอนาคตที่จะก้าวต่อไป เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นไม่ได้พัฒนาไปยัง EV-DO Rev.B หรือ UMB อย่างชัดเจน ซึ่งหากจะต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการสาย GSM ซึ่งไปยัง WCDMA และ HSPA ในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาต่อไป ดังนั้นจึงได้หันทิศทางมาผลักดันเทคโนโลยีนี้ด้วย จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เทคโนโลยีนี้มีอนาคตที่สดใสไม่น้อยทีเดียว
และด้วยแรงผลักดันต่อเทคโนโลยีดังกล่าว เทคโนโลยีนี้จึงต้องให้แบนด์วิดธ์ได้สูงถึง 100 Mbps ทางด้านดาวน์ลิงก์ และประมาณ 50 Mbps ทางด้านอัพลิงก์ การให้บริการได้ถึง 200 Active Users ในเซลล์เดียวกัน มีความยืดหยุ่นของสเปกตรัมความถี่ที่ให้บริการทำได้ตั้งแต่ 1.25-20 เมกะเฮิรตซ์แบบไม่ตายตัว เช่น WCDMA ที่มีแค่ 5 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น และยังให้ Latency น้อยกว่า 5 ms ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ทำให้ต้องมีการกำหนด Air Interface ใหม่ มีสถาปัตยกรรมเครือข่ายซับซ้อนน้อยลง แบนราบมากขึ้น
ด้วยความต้องการเหล่านี้จึงทำให้เทคโนโลยี LTE พัฒนาตามแนวทางนี้ โดยมีโครงสร้างและสถาปัตยกรรมหรือ Architecture ที่แบนราบ ลักษณะเป็นแบบ 2 Node เท่านั้น ก็คือ EPS (Evolved Packet System) และ eNodeB ใช้เทคโนโลยีทางด้านความถี่ใหม่ ๆ อย่าง OFDMA ซึ่งทำให้ได้ประสิทธิภาพทางความถี่ที่ดีขึ้น สามารถที่จะำได้แบนด์วิดธ์เพิ่มขึ้นจากสเปกตรัมที่ใช้งานเดิม และเพื่อให้ได้แบนด์วิดธ์ใช้งานสูงขึ้นได้กำหนดให้มีแบนด์วิดธ์ของสเปกตรัมที่ใช้งานได้กว้างถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มเติมความยืดหยุ่นในการใช้งานให้เลือกได้ตั้งแต่ 1.25 ไปจนถึง 20 เมกะเฮิรตซ์นั่นเอง แต่จะทำได้อย่างไรเรามาดูรายละเอียดกันในตารางที่ 1 นะครับ
ตารางที่ 1 ความเร็วของ LTE ที่ Configuration ต่าง ๆ (ที่มา: ABI Research)



สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีของ LTE

คงต้องบอกกล่าวกันสักนิดหนึ่งว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเจาะลึกเทคโนโลยี LTE ในที่นี้ เพียงแต่จะแนะนำเทคโนโลยี LTE ให้เป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งเท่านั้น
เอาล่ะครับมาว่ากันต่อ เริ่มต้นที่สถาปัตยกรรมของ LTE ก่อน เนื่องจากจุดประสงค์ของการสร้าง LTE ส่วนหนึ่งก็คือการทำให้ Latency ลดลง ซึ่งวิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการทำให้สถาปัตยกรรมหรือ Architecture นั้นแบนราบที่สุด ซึ่งทำให้เทคโนโลยี LTE เป็นแบบง่าย ๆ มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ eNodeB และ EPS ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่จริง ๆ แล้วยังมีส่วนประกอบภายในเพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนแรกที่ขาดไม่ได้คือ HSS (Home Subscriber Server) ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลลูกค้าเอาไว้ ส่วน PCRF (Policy and Charging Rule Function) แต่ส่วนที่สำคัญก็คือ MME (Mobility Management Entity) และ SAE (System Architecture Evolution) Gateway
ส่วน MME ทำหน้าที่เป็นส่วนควบคุมของเครือข่าย LTE รวมทั้งสัญญาณ (Signaling) ต่าง ๆ การตรวจสอบต่าง ๆ ในระบบ และรวมถึงการทำงานร่วมกันของเครือข่าย 2G/3G กับ LTE ด้วย
ส่วน SAE Gateway จะำทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ให้กับข้อมูลในด้านการรับส่งออกจากเครือข่าย ซึ่งมันเองก็อาจจะทำหน้าที่เป็น PDN Gateway ที่จะรับส่งข้อมูลต่าง ๆ จากภายนอกเครือข่ายอีกด้วย ซึ่ง ณ จุดนี้จะมีการกำหนด Policy ต่าง ๆ เป็นต้น ดังรูปที่ 1 ที่มี 3GPP Anchor และ SAE Anchor ที่รวมเข้าเป็น SAE Gateway
รูปที่ 1 โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ LTE (ที่มา: 3GPP TR 23.882)
สำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถที่จะใช้ความถี่ที่ได้รับดีขึ้นมีอยู่หลายส่วน ซึ่งในส่วนแรกที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพความถี่ดีขึ้นและมีความยืดหยุ่นในการใช้สเปกตรัมก็คือเทคโนโลยี OFDMA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความถี่ยุคใหม่ในรุ่นใหม่ต่าง ๆ เช่น ไวแมกซ์ก็นำมาใช้งาน โดยทาง LTE ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานด้านดาวน์ลิงก์และนำ SC-FDMA (Single Carrier Frequency Division Multiple Access) มาใช้งานทางด้านอัพลิงก์ ซึ่งนอกจากจะได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สามารถที่จะให้บริการได้ที่ความเร็ว 100 Mbps ในด้านดาวน์ลิงก์ และ 50 Mbps ทางด้านอัพลิงก์แล้ว ยังมีความยืดหยุ่นตามสไตล์ของ OFDMA ซึ่งช่วยให้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนใช้งานความถี่ได้ที่แบนด์วิดธ์ต่าง ๆ กันตั้งแต่ 1.25 ถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ จึงไม่เป็นข้อจำกัดที่จะให้บริการเทคโนโลยี LTE นี้ทางด้านความถี่
นอกจากเทคโนโลยี OFDMA ที่ใช้แล้ว เพื่อที่จะเพิ่มแบนด์วิดธ์ที่ได้ก็ได้มีการนำเทคโนโลยีของ MIMO เข้ามาใช้งานด้วย ทำให้สามารถที่จะเพิ่มความเร็วของการให้บริการยิ่งขึ้นอีกดังตารางที่ 1 ซึ่งเทคโนโลยี LTE ได้ทำให้โลกการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริงด้วยอัตราความเร็วที่สุด ๆ กันไปเลย
สำหรับความถี่สเปกตรัมที่เปิดใช้งาน ทาง LTE ก็เปิดมาตรฐานให้มีการใช้งานได้หลาย ๆ ความถี่ แต่สำหรับความถี่ที่น่าจับตามองหลัก ๆ ก็คือความถี่สำหรับให้บริการเทคโนโลยี 3G ในปัจจุบันนี้ เนื่องจาก License ที่มีราคาแพง ทำให้ต้องกินเวลาในการคืนทุน และสำหรับผู้ที่สนใจมาใช้งานเทคโนโลยี LTE ก็จะเน้นไปยังผู้ที่ให้บริการ 3G ในปัจจุบันเป็นหลัก และมีการคาดการณ์กันว่า NTT ที่เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี LTE นี้ได้วางแผนที่จะใช้ความถี่นี้กับ LTE จึงทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ มีสิทธิ์ที่จะได้เห็นการใช้ความถี่ของ LTE กันละครับ
แต่สำหรับความถี่ที่น่าจับตามองอย่างมากก็คือความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.6 กิกะเฮิรตซ์นั่นเอง สาเหตุก็คือทาง Verizon และ AT&T ซึ่งเป็นผู้ที่มุ่งมั่นอย่างมากที่จะใช้งานเทคโนโลยี LTE ประมูลความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์นี้มาได้ และประกาศอย่างชัดเจนที่จะผลักดันใช้งานความถี่นี้ในการให้บริการ LTE ในปี 2010 หรือภายในปีนี้ โดยจะใช้ร่วมกับความถี่ 1.7/2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ในการให้บริการ 3G ดังนั้นเราเองก็น่าจะได้เห็นเทคโนโลยี LTE ที่ความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ค่อนข้างแน่นอน ถึงแม้ว่าทั้ง Verizon และ AT&T จะได้ความถี่มาไม่ครบถ้วนทั้ง 20 เมกะเฮิรตซ์ก็ตาม แต่สำหรับ Verizon ที่ได้ความถี่นี้มาประมาณ11 Mbps ก็เพียงพอที่จะแสดงความเร็วของ LTE ได้พอสมควร และด้าน AT&T ใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุจนได้ความถี่ถึง 24 เมกะเฮิรตซ์ที่จะใช้งานที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ได้สบาย ๆ
สำหรับความถี่ 2.6 กิกะเฮิรตซ์นั้น ทางยุโรปก็ได้มุ่งมั่นที่จะเปิดให้บริการเทคโนโลยี 4G กันภายใต้ความถี่ 2.6 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งรายละเอียดและเวลาที่แน่นอนก็จะขึ้นกับแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศสวีเดนได้เปิดประมูลกันสำเร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 โดยผู้ชนะการประมูลที่ได้ความถี่นี้ไปก็คือ Telia Sonera, Telenor, Tele2, H3G และ Intel Capital ติดตามด้วยประเทศนอร์เวย์ และยังมีอิตาลี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย ให้ความสนใจที่จะทำตามด้วย ซึ่งทาง Telia Sonera ที่ได้รับชัยชนะกับความถี่ 2.6 กิกะเฮิรตซ์ก็ประกาศที่จะใช้ความถี่นี้กับเทคโนโลยี LTE นั่นเอง
ทางฟากเอเชียนี้ก็ไม่เบา จะว่าไปทาง NTT DoCoMo (เป็นผู้นำในการบุกเบิกเทคโนโลยี LTE เสียด้วยซ้ำ) ได้ประกาศที่จะให้บริการเทคโนโลยี LTE เป็นทางการในปี 2010 อย่างชัดเจน และขณะนี้ก็เป็นหัวเรือหลักในการทำการทดสอบเทคโนโลยีนี้บนความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และทางด้านหน่วยงานรัฐที่จัดสรรความถี่ให้กับญี่ปุ่นก็ไม่รอช้าที่จะอนุมัติความถี่ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ให้ใช้งานด้วย ถึงแม้ว่ายากที่จะได้ถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ แต่ก็มากเพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างได้ และทาง KDDI ก็คงจะไม่ปล่อยให้คู่แข่งทิ้งห่างอย่างแน่นอน ส่วนในเกาหลีใต้เองก็จะนำเทคโนโลยี LTE มาใช้งานบนความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ LTE

จากข้อมูล GSA ในปัจจุบันมีเครือข่ายหรือผู้ให้บริการที่ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าจะใช้งาน LTE แน่นอนทั้งหมดมากกว่า 45 เครือข่ายใน 23 ประเทศ ซึ่งหากแจกแจงเป็นรายละเอียดออกมาแล้วจะมีทั้งหมด 16 เครือข่ายได้กำหนดแผนไว้ว่าจะให้บริการ LTE อย่างเป็นทางการในปี 2010 อีก 35 เครือข่ายคาดการณ์หรือกำหนดแผนการเอาไว้ในปี 2011-2012 ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 กำหนดการของแต่ละเครือข่ายในการเปิดให้บริการ LTE (ที่มา: GSA)
ซึ่งแผนการของแต่ละเครือข่ายนั้นจะมีรายละเอียดหรือความถี่ที่ใช้งานแตกต่างกันไป เช่น Verizon ในสหรัฐอเมริกาจะใช้งานความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะทำการทดสอบในเมืองบอสตันและเมืองซีแอตเทิลเป็นจำนวน 20 สถานีฐาน และเปิดให้บริการจริงประมาณปลายปี 2010 และจะวางเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2013 ส่วน Telia Sonera ในสวีเดนก็วางแผนที่จะใช้งานความถี่ 2.6 กิกะเฮิรตซ์ โดยจะเปิดให้บริการในกรุงสต็อกโฮล์มในปี 2010
ประเทศญี่ปุ่นซึ่งระบบ 3G ประสบความสำเร็จอย่างมากและอิ่มตัวแล้ว ก็จะมีทั้ง NTT DoCoMo, eMobile, Softbank และ KDDI จะเปิดให้บริการ LTE ทั้งหมด โดย DoCoMo และ Softbank จะใช้ความถี่ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ ในขณะที่ KDDI จะใช้ทั้งความถี่ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ และ 800 เมกะเฮิรตซ์ ส่วน eMobile จะใช้ความถี่ 1.7 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งการให้ข่าวก็มีการเกทับกันเล็กน้อยเมื่อ DoCoMo วางแผนที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ในขณะที่ทาง eMobile ก็ประกาศที่จะให้บริการในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ก็คงจะต้องดูต่อไปละครับว่าจะได้เห็นโฉมหน้ากันจริง ๆ ในเดือนไหนแน่

ครับ...ผู้อ่านก็ได้รู้จักและรับทราบความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี LTE กันไปแล้วนะครับ ถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะนำความเคลื่อนไหวหรืออาจจะนำเทคโนโลยีเด่น ๆ ของ LTE มาเสนอในโอกาสต่อไปนะครับ ก็คงจะต้องมาลองจับตาดูกันว่าเทคโนโลยี 4G นี้จะไปได้ไกลเพียงใด

Credit : http://www.mvt.co.th/viewnews.php?cid=3&nid=380&page=4


1.28.2558

ViLTE

ViLTE : Video over LTE



หลักการก็คล้ายกับ VoLTE คือเอาวิดีโอ (Subscriber 4G)ไปส่งในระบบให้ได้ทั้งในเครือข่าย3Gและ4Gได้ เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งบนพื้นฐานของระบบและต้องใช้อุปกรณ์ IP Multimedia Subsystem (IMS) เครือข่ายที่มีโปรไฟล์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการควบคุมและตัวกลางสื่อในการให้บริการวิดีโอบนเครือข่าย LTE ที่กำหนดโดยสมาคม GSM



Credit : http://en.wikipedia.org/wiki/ViLTE



VoLTE

VoLTE : Voice over LTE



    VoLTE บริการ 4G ในปัจจุบันรองรับเฉพาะดาต้า หากมีการโทรเข้าโทรออกเครื่องโทรศัพท์มือถือจะต้องไปจับสัญญาณ 3G แต่ที่จริงเทคโนโลยี 4G รองรับการโทรเข้าโทรออกมาเป็นปีแล้ว เรียกว่า Voice over LTE หรือ VoLTE (ออกเสียงว่าโวลเต้) แต่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังไม่ได้รีบอัพเกรดเครือข่ายให้รองรับ VoLTE เนื่องจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ 4G ยังไม่รองรับ VoLTE จนกระทั่งแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 6 และ ไอโฟน 6 รองรับ VoLTE
ไอโฟน 6 จะเป็นตัวผลักดันให้ผู้ให้บริการ 4G รีบอัพเกรดเครือข่ายให้รองรับ VoLTE
เมื่อโทรศัพท์มือถือโทรเข้าโทรออกโดยใช้ VoLTE คุณภาพเสียงจะเป็น HD Voice (ปัจจุบัน เอไอเอส กับ ดีแทค มี HD Voice ใน 3G แล้ว แต่ทรูมูฟเอชยังไม่มี) การโทรออกจะใช้เวลาเพียง 1 วินาที (ระบบ 3G ใช้เวลา 5-6 วินาทีกว่าจะได้ยินเสียงริงโทน) นอกจากนี้ผู้โทรยังสามารถเปิดปิดกล้องของโทรศัพท์มือถือของตนเองในระหว่างโทรได้ ทำให้สามารถสลับไปมาระหว่าง voice call และ video call โดยไม่ต้องวางสาย และได้คุณภาพของสัญญาณ video call เป็นแบบ HD
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการ 4G จะต้องปรับจูนเครือข่ายให้ดีก่อนที่จะเปิดให้บริการ VoLTE มิฉะนั้นจะมีโอกาสเกิดสายหลุดได้ง่ายกว่าการโทรโดยใช้ 3G เพราะ 3G มี soft handover ซึ่งช่วยลดการเกิดสายหลุดในระหว่างเคลื่อนที่แต่ 4G ไม่มี
----------------------------
              ต้องกล่าวถึงเรื่องของ VoIPเพื่อความเข้าใจ  VoIP คือการสื่อสารทางเสียงผ่านระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต โดยที่สัญญาณเสียงนั้นจะถูกตัดแบ่งเป็น Packet วิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สื่อสารข้อมูลทั่วไป ตัวอย่างเช่น พวกโปรแกรมOTT การโทรผ่านโปรแกรม Skype ที่หลายๆ ท่านรู้จักกันดี ซึ่งข้อดีของมันก็อยู่ที่ความประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการสื่อสารที่ถูกลง ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ เพื่อโทรศัพท์หาลูกที่เรียนอยู่ต่างประเทศ หรืออยู่ต่างประเทศแต่เราสามารถที่จะคุยกันผ่านช่องทางนี้ได้ทุกที่ทั่วโลก แต่มีข้อแม้ข้อเดียวเท่านั้นว่าจะต้องมี Internet แต่ก็เป็นสัจธรรมเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียนั่นคืออาจมีการ delay ของเสียง เป็นต้น
             ทีนี้เรามาดูในส่วนของ VoLTE กันบ้างว่าคืออะไร VoLTE คือวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพระบบโครงข่ายไร้สายในระบบ 4G ซึ่งวิวัฒนาการชิ้นนี้เองที่จะเป็นจุดจบของโครงสร้าง circuit switch (CS 2G/3G) เพราะการทำงานจะเป็น packet data ให้วิ่งบน IP ทั้งหมด ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องมีประสิทธิภาพดีกว่าระบบ 2G/3G ซึ่งมาดูกันซิว่า VoLTE นี้จะมีประสิทธิภาพดีขนาดไหน         ข้อแรกเลยคือมีอัตราการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง ท่านอยากทราบว่าเร็วแค่ไหน ก็เร็วขนาดที่ว่าสามารถถ่ายทอดสด ประชุมผ่าน Video conference หรือจะเป็น Live HD video ทั้งในระบบ2 มิติและ 3 มิติแบบไม่มีสะดุดโดยทั้งหมดนี้สามารถปฏิบัติการได้บนเฮลิคอปเตอร์ หาก VoLTE มีประสิทธิภาพดีขนาดนี้เราก็คงนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายและกว้างขวางในหลายๆ วงการ อาทิ การถ่ายทอดสดสภาพการจราจร การตรวจตราทางทะเล การถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆ หรือแม้แต่ในวงการแพทย์ เป็นต้น

Credit : https://sites.google.com/site/contest2itmnida/volte-voice-over-long-term-evolution

----------------------------

LTE จะไม่มีข้อด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังลังเลๆ ตัดสินใจ จะลงทุนดีไม่ลงทุนดี (โดยเฉพาะประเทศที่แค่ความถี่ 3G ยังใช้เวลาประมูลกันเกือบจะ 10 ปี) คือ เจ้า LTE มันไม่รองรับการใช้โทรศัพท์แบบยุค 2G และ 3G อีกต่อไปน่ะสิ
ยุค 2G/3G นั้น เมื่อผู้ใช้ต้องการโทรศัพท์หรือส่ง SMS หาผู้รับนั้น สัญญาณเสียงจะเดินทางผ่านระบบโครงข่ายสัญญาณเรียกว่า circuit switch แต่เจ้าระบบ LTE อันใหม่นี้กลับไม่รองรับ circuit switch เพราะมันเป็นระบบ packet switch แบบเพียวๆ ไม่ผสม ดังนั้นหากผู้ให้บริการโครงข่ายฯ อยากลงทุนระบบ LTE เพื่อให้บริการ high speed Internet แล้ว ก็ต้องมองหาแผนสำหรับรองรับการใช้งานโทรศัพท์แบบธรรมดาๆ เหมือนยุค 2G/3G ด้วย โดยทั่วไปก็มี 2 วิธี คือ
1) Circuit Switch Fall Back (CSFB) คือ ถ้าจะคุยเสียงก็สั่งการให้โทรศัพท์มือถือ switch กลับไปใช้โครงข่าย 2G/3G แบบเก่าไป
2) เพิ่มระบบ Voice over LTE เข้าไป (ลงทุนเพิ่มอีกล่ะ) เพื่อให้โทรเสียง (และวีดีโอ) ผ่านโครงข่าย LTE ได้เลย โดยไม่ต้องมีโครงข่าย 2G/3G รองรับ
จะเห็นว่าจุดอ่อนของเทคโนโลยี LTE นี้ น่าจะทำให้ผู้ให้บริการฯ หลายเจ้าในประเทศไทย มอง LTE อย่างลังเลๆ จะเอายังไงดีนะ จะเอายังไงดีหนอ เพราะนอกจากจะต้องเร่งลงทุนโครงข่าย 3G แล้ว ถ้ามาเร่งลงทุนโครงข่าย LTE อีกก็เงินทั้งนั้น แล้วยังเรื่องข้อจำกัดของตัวเคร่ื่องโทรศัพท์เองอีกด้วย โทรศัพท์ที่รองรับเทคโนโลยี LTE อย่างเดียวยังไม่พอ ยังต้องรองรับทางเลือก 1 และ/หรือทางเลือก 2 สำหรับโทรเสียงอีกด้วย

นี่ยังไม่พูดถึง เทคโนโลยี LTE เองก็ยังรุดหน้าไปเรื่อยๆ ขนาดที่สามารถเอาความถี่ย่าน 700, 800, 900, 1800, 2100 MHz มาใช้เป็น LTE ได้ด้วย (ไม่ใช่แค่ย่าน 2600 MHz) ลงทุนอะไรเขาก็คงต้องการความคุ้มค่าอ่ะนะ ถ้าเอาย่าน 900 และ 1800 ที่กำลังจะกลับคืนเป็นสมบัติของชาติมาประมูลใหม่เป็น LTE

Credit : https://www.facebook.com/impoaround/posts/188498607999306

----------------------------

       Voice over LTE (VoLTE): ใช้พื้นฐานของ IP multimedia subsystem (IMS) เครือข่าย VoLTE ส่งเสียงในเครือข่าย LTE ในรูปแบบของการส่งข้อมูลและไม่ได้ใช้เครือข่ายแบบดั้งเดิม Circuit switched (CS) เครือข่ายแบบดั้งเดิม CS ค่อยๆขยายและถูกแทนที่เป็น VoLTE 
       Circuit switched fallback (CSFB): เครือข่าย LTE จะใช้เฉพาะในการส่งข้อมูล /เมื่อมีบริการเสียง อุปกรณ์ของผู้ใช้ (UE) อยู่กลับไปใช้ระบบเสียงในเครือข่าย CS เดิม
       บริการเสียงพร้อมกันกับdata (SVLTE): UE เชื่อมต่อกับทั้ง LTE เพื่อใช้ data และเครือข่าย CS เพื่อใช้เสียง การแก้ปัญหานี้ ไม่ได้มีความต้องการพิเศษเครือข่าย

       CSFB และ SVLTE ต้องการให้เครือข่าย CS ให้บริการเสียงและดังนั้นจึงอาจมีข้อจำกัด
ของเครือข่าย CS แต่พวกเขามีทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงแรกของการ LTE VoLTE เป็นบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของรุ่นต่อไปของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่มีประสิทธิภาพดีกว่า CSFB และ SVLTE ในคุณภาพของบริการ (QoS) ประหยัดค่าใช้จ่ายและการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ไร้สาย VoLTE ได้กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ให้บริการทั่วโลก

Credit : http://www.huawei.com/mwc2014/en/articles/hw-326946.htm

----------------------------
 VoLTE ก็คล้ายๆ กับ VoIP แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือใช้การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านช่วงคลื่น LTE แทนที่จะใช้ IP protocol และ VoLTE จะให้คุณภาพเสียงระดับเดียวกับการเปิดแผ่นซีดี ในขณะที่ Skype ให้คุณภาพเหมือนโทรหากันผ่านสายโทรศัพท์เท่านั้น ยุค 2G/3G ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะแยกช่องสัญญาณเสียงกับข้อมูลออกจากกัน แต่พอเป็น 4G LTE จะคิดใหม่ทำใหม่ คือทุกอย่างที่ส่งกันบน LTE จะเป็นข้อมูลล้วนๆ (วิ่งบน IP ตามปกติ) ทำให้การโทรศัพท์ด้วยเสียงผ่าน LTE ตรงๆ ไม่สามารถทำได้ การใช้งานมือถือ LTE ในปัจจุบันจึงต้องใช้ทั้ง LTE และ 2G/3G ควบคู่กันไป ขึ้นกับว่าตอนนั้นสื่อสารด้วยอะไร)
ในขณะที่ยังไม่มีความแน่นนแนของการเปิดตัวในเชิงการค้าของ VoLTE หลายๆ ผู้ให้บริการมือถือเลือก solution CSFB (Called circuit switched feedback) มาแก้ปัญหาก่อน จากคำให้สัมภาษณ์ของ Mark Newman chief research officer at another research firm, Informa Telecoms & Media. นี่อาจเป็นผลมาจากทางผู้ให้บริการมือถือเกิดคำถามว่า VoLTE สามารถทำอะไรในเชิงการค้าได้บ้าง
CSFB มีฟังก์ชันที่ทำให้ Smart Phone ปิด GSM/3G radio ในขณะที่ผู้ใช้เข้าถึง internet ผ่านทาง LTE network และระบบจะเปิด GSM/3G radio อีกครั้งเมื่อมีสายโทรศัพท์เข้า ฟังก์ชันตัวนี้ออกแบบมาเพื่อ Save Battery
เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการใช้ VoLTE ซึ่ง บุกเบิกโดย SK Telecoms มียอดผู้ใช้บริการกว่า 3.6 ล้านคน ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการที่ประเทศเกาหลีใต้มี เครือข่าย LTE ครอบคลุมเกือบทุกพิ้นที่นั่นเอง
Market Research Firm ไม่ได้คิดไปคนเดียวที่มองว่าความสำเร็จของ VoLTE ในเกาหลีใต้ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ นำ VoLTE ไปใช้ จากการให้สัมภาษณ์ของ Navinger; header of equipment vendor Ericson LTE Product division ก็เห็นด้วย เขามองว่าความสำเร็จในเกาหลีใต้น่าสนใจมาก มนจะส่งแรงกระตุ้นไปในวงกว้าง
ในขณะที่ VoLTE ยังคงไม่มีข้อสรุปอย่างแน่ชัด service ประเภท internet-based voice (over-on-top หรือ OTP)ซึ่งประกอบไปด้วย Skype, Fring, KakaoTalk, Line, Nimbuzz, WeChat and Viber กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จำนวนผุ้ขอใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือมากกว่า 660 ล้านคน หรือ คิดเป็น กว่า 550%
เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว และคาดการว่าจะแตะ 1000 ล้านคนก่อนสิ้นปี อย่างก็ตาม จากข้อมูลของ Infonetics รายได้ที่ service พวกนี้ได้รับกลับอยู่ในสัดส่วนที่น้อย โดย รายรับต่อหนึ่ง ผู้ใช้บริการอยู่ประมาณ US$7.13,
สิ่งที่ผู้ให้บริการมือถือคาดหวัง คือการรวมกันของ VoLTE, HD Voice and RCS (Rich Communications Suite) เพื่อดึงดูดใจกลุ่มลูกค้า แทนที่จะเป็นแค่ Voice เพียงอย่างเดียว
ในปีนี้ RCS service (ประกอบด้วย instant messaging, video chat and content sharing) ได้มีการเปิดตัวอย่างแพร่หลายที่ประเทศ France, Germany, Spain, South Korea and the U.S. จากผู้ให้บริการอย่าง Orange, Vodafone and Deutsche Telekom แต่ไม่ทุกคนที่ทำให้ RCS เป็นสะพานไปสู่ VoLTE และผลักดันให้เกิด online messaging application ที่สมบูรณ์
บทวิเคราะห์
VoLTE เป็นอีกหนึ่งบริการบนเครื่อช่าย LTE เป็นบริการที่ถูกวางให้เป็นคู่แข่งกับ internet-based voice (over-on-top หรือ OTP) บนเครือข่าย 2G/3G ซึ่งประกอบไปด้วย Skype, Fring, KakaoTalk, Line, Nimbuzz, WeChat and Viber เนื่องจาก VoLTE จะให้คุณภาพเสียงระดับเดียวกับการเปิดแผ่นซีดี ในขณะที่ Skype ให้คุณภาพเหมือนโทรหากันผ่านสายโทรศัพท์เท่านั้น อย่างไรก้ตาม VoLTE ยังคงอยู่ในช่วงการทดสอบ ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ให้บริการไม่ปล่อย VoLTE ออกมาคือ ปัญหาอีกว่าเครือข่าย LTE ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่มากนัก ดังนั้นถ้าคุยโทรศัพท์อยู่แล้วย้ายจากพื้นที่ที่เป็น LTE ไปยัง 3G จะมีปัญหาสายหลุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มี หลาย ๆ solution ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็น CSFB หรือ SRVCC แต่ก็ยังไม่สร้างความมั่นใจที่มากพอให้กับตัวผุ้ให้บริการ
การวิเคราะห์ข้อดี และ ข้อเสีย สำหรับบริการ VoLTE สามารถสรุปได้ดังนี้
VoLTE น่าจะส่งผลดีกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ หรือ ผู้ใช้บริการ เนื่องจากข้อดี 3 ด้าน หลักดังนี้
1. VoLTE ออกแบบมาบนพื้นฐานโครงสร้างเครือข่าย LTE ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายของวันนี้ และ อนาคต ค่าความเสี่ยงจากความล้าสมัยยังไม่น่าเป็นห่วง
2. VoLTE มาพร้อมกับคุณภาพเสียงระดับสูง ผู้ใช้บริการน่าจะมีประสบการณ์ที่ดี กับ service ตัวนี้
3. VoLTE ทำให้เกิดการใช้งานระบบเครือข่ายได้เต็มประสิทธิภาพ
ปัญหาที่ข่าวนำเสนอน่าจะเกิดขึ้น ในช่วงต้นของการ introduce ระบบ LTE ซึ่งเครือข่ายยังไม่ครอบคลุมพื้นที่มากนัก ยังคงต้องอาศัยเครือข่ายระบบเก่า อย่าง 2G/3G แต่ถ้าเครือข่าย LTE คลอบคลุมเมื่อใหร่ ความสำเร็จก้จะเป้นที่น่าชื่นชมอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ทำสำเร็จมาแล้ว

----------------------------
Voice over LTE

VoLTE on iPhone 6 plus

T-Mobile VoLTE Test

1.05.2558

ePDG

ePDG : Evolved Packet Data Gateway

หน้าที่หลักของ ePDG คือการรักษาความปลอดภัยของการส่งผ่านข้อมูลที่มี UE เชื่อมต่อกับ EPC กว่าที่ไม่น่าเชื่อถือnon-3GPP เข้าถึง เพื่อจุดประสงค์นี้ ePDG ทำหน้าที่เป็นโหนดสิ้นสุดของเส้นทาง IPsec จัดตั้งขึ้นโดยมี UE

Credit : http://en.wikipedia.org/wiki/System_Architecture_Evolution

HSS

HSS : Home Subscriber Server

HSSเป็นฐานข้อมูลกลางของผู้งานที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลการเป็นสมาชิกที่เกี่ยวข้องฟังก์ชั่นของHSSรวมถึงฟังก์ชันการทำงาน เช่น การจัดการร้องขอข้ามเครือข่ายและการสนับสนุนการจัดตั้งเซสชั่นตรวจสอบผู้ใช้และการอนุญาตการเข้าถึง The HSS is based on pre-Rel-4 Home Location Register (HLR) and Authentication Center (AuC).


--------------------------------

HSS จะทำหน้าที่เก็บโพรไฟล์ของยูสเซอร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบยูสเซอร์ด้วยการทำ Authentication and Authorization และเก็บตำแหน่งที่อยู่ของยูสเซอร์ว่าขณะนั้นอยู่ที่ใด ใน S-CSCF ใด ซึ่งหลักการจะคล้ายคลึงกับ HLR/AUC (Home Location Register and Authentication Center) ในระบบ GSM

Credit : http://www.mvt.co.th/viewarticle.php?cid=3&nid=128&page=2

1.04.2558

P-GW

P-GW : Public Data Network Gateway

เกตเวย์ PDN ให้การเชื่อมต่อจาก UE กับเครือข่ายข้อมูลแพคเก็ตภายนอกโดยเป็นจุดที่ออกและรายการของการเข้าชม UE, A UE อาจมีการเชื่อมต่อพร้อมกันที่มีมากกว่าหนึ่งPGWสำหรับการเข้าถึง PDNs หลายPGWดำเนินการบังคับใช้นโยบายกรองแพ็คเก็ตสำหรับผู้ใช้แต่ละสนับสนุนชาร์จสกัดกั้นถูกต้องตามกฎหมายและการตรวจคัดกรองแพ็คเก็ต อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญของPGWคือการทำหน้าที่เป็นจุดยึดสำหรับการเคลื่อนย้ายระหว่าง 3GPP และเทคโนโลยีที่ไม่ 3GPP เช่น WiMAX และ 3GPP2 (CDMA 1X และ EvDO)

Credit : http://en.wikipedia.org/wiki/System_Architecture_Evolution

S-GW

S-GW : Serving Gateway

เส้นทาง S-GW และส่งต่อแพ็กเก็ตข้อมูลของผู้ใช้ในขณะที่ยังทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งการเคลื่อนไหวสำหรับผู้ใช้ระหว่างการส่งมอบข้อมูลระหว่าง eNodeB และเป็นที่ยึดสำหรับการเคลื่อนย้ายระหว่าง LTE และเทคโนโลยีอื่น ๆ 3GPP (S4 ยกเลิกอินเตอร์เฟซและการถ่ายทอดการจราจรระหว่าง 2G / ระบบ 3G และP-GW) สำหรับ UEs รัฐไม่ได้ใช้งาน S-GW ยุติเส้นทางข้อมูล downlink และเรียกเพจจิ้งเมื่อข้อมูล downlink มาถึงสำหรับ UE จะจัดการและร้านค้าบริบท UE เช่น พารามิเตอร์ในการให้บริการผู้ถือ IP เครือข่ายข้อมูลเส้นทางภายใน นอกจากนี้ยังดำเนินการจำลองแบบของการจราจรของผู้ใช้ในกรณีที่มีการสกัดกั้นถูกต้องตามกฎหมาย

MME

MME : Mobility Management Entity




Mobility Management Entity (MME )ที่ทำหน้าที่ในการจัดการการเคลื่อนที่ของเครื่องมือถือผู้ใช้รวมถึงการตรวจสอบทำAuthenticationของผู้ใช้เข้ารหัสสัญญานควบคุมที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องผู้ใช้ อีกทั้งทำ Location Registration และ Handover เป็นต้น

MME นั้นจะทำหน้าที่เป็นส่วนควบคุมของเครือข่าย LTE รวมทั้งสัญญาณ Signaling ต่าง ๆ การตรวจสอบต่าง ๆ ในระบบ รวมถึงการทำงานร่วมกันของเครือข่าย 2G/3G กับ LTE ด้วย


Credit : http://www.mvt.co.th/viewnews.php?cid=3&nid=383&page=3
Credit : http://pichaiyu.exteen.com/20100802/next-generation-network-ngn ------------------------------

MME เป็นกุญแจสำคัญที่ควบคุมโหนดเพื่อเข้าถึงเครือข่าย LTE มันเป็นความรับผิดชอบสำหรับโหมดไม่ได้ใช้งาน UE (ผู้ใช้งาน) เพจจิ้งและขั้นตอนการติดแท็กรวมทั้งการส่งใหม่ มันมีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดใช้งานผู้ถือ / กระบวนการเสื่อมและยังเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการเลือก SGW สำหรับ UE ที่แนบและเริ่มต้นช่วงเวลาของการส่งมอบภายใน LTE ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลัก (CN) การย้ายโหนด มันเป็นความรับผิดชอบในการตรวจสอบผู้ใช้ (โดยมีปฏิสัมพันธ์กับไฮสปีด)ไม่เข้าชั้น (NAS) การส่งสัญญาณยุติ MME และมันยังเป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตและการจัดสรรอัตลักษณ์ชั่วคราวเพื่อ UEs มันจะตรวจสอบการอนุมัติของ UE ไปยังค่ายที่ให้บริการของที่ดินสาธารณะเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (PLMN) และบังคับใช้ UE โรมมิ่งข้อ จำกัดMME เป็นจุดการเลิกจ้างในเครือข่ายเพื่อป้องกันการเข้ารหัส / ความสมบูรณ์สำหรับการส่งสัญญาณ NAS และจัดการการจัดการที่สำคัญการรักษาความปลอดภัย การสกัดกั้นถูกต้องตามกฎหมายของการส่งสัญญาณที่ได้รับการสนับสนุนโดย MMEMME นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นการควบคุมเครื่องบินสำหรับการเคลื่อนย้ายระหว่าง LTE และ 2G / การเข้าถึงเครือข่าย 3G กับอินเตอร์เฟซ S3 สายที่ MME จาก SGSNMME ยังยุติอินเตอร์เฟซ S6a ต่อไฮสปีดบ้านสำหรับโรมมิ่ง UEs

Credit : http://en.wikipedia.org/wiki/System_Architecture_Evolution




Credit : ExploreGate

EPC

EPC : Evolved Packet Core
ชื่อเรียกกลุ่มอุปกรณ์core network ซึ่งเป็น วิวัฒนาการของระบบ core network ในยุค 4G
ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่พัฒนาต่อมาจากยุค 3G มีลักษณะการทำงานคล้ายๆเดิม มีการลดบางอุปกรณ์ลงและรวมกันบางตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทำการทำงานที่ดียิ่งขึ้น 
MME : Mobility Management Entity
S-GW : Serving Gateway
P-GW : PDN Gateway
HSS : Home Subscriber Server
ePDG : Evolved Packet Data Gateway
AAA : Authentication, Authorization and Accounting


12.25.2557

IDD

IDD : International Direct Dialing


IDD โทรทางไกลระหว่างประเทศ

IDD หรือบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ สามารถแบ่งตามระบบการให้บริการที่มีการใช้งานแพร่หลายในปัจจุบัน ได้ 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
  1. ระบบต่อตรง (International Direct Dialing : IDD) ผ่าน Access Code หรือ IDD Prefix ให้บริการต่อตรงอัตโนมัติผ่านระบบเลขหมาย 3  หลัก (Three Digits Number) ผ่านจากการใช้บริการผ่านโทรศัพท์ประจำที่ (Public Switched Telephone Network : PSTN) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผ่านไปยังชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แล้วเชื่อมต่อไปยังเคเบิลใยแก้วใต้น้ำต่อไป
  2. ระบบการสื่อสารทางเสียงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (VoIP) เป็นลักษณะการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตโปรโตคอล (Internet Protocal : IP) ซึ่งเป็นการใช้บริการผ่ารโทรศัพท์ประจำที่ (Public Switched Telephone Network : PSTN) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผ่านไปยังชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แล้วเชื่อมต่อไปยังเกตเวย์ (Gateway) และโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศต่อไป ระบบ VoIP มีทั้งที่มีเลขหมายและไม่มีการใช้เลขหมายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่มีระบบ IDD มักจะมีการให้บริการผ่านระบบ VoIP ที่มีเลขหมายควบคู่กัน
  3. ระบบบัตรโทรศัพท์ (International Calling Card) เป็นการโทรออกต่างประเทศผ่านระบบเชื่อมต่อส่วนกลาง ซึ่งจะใช้เลขหมายกลางของศูนย์บริการ (Access Number) เป็นเลขหมายศูนย์กลางสำหรับการเชื่อมต่อไปยังเกตเวย์ โดยผู้ให้บริการในระบบนี้จะอาศัยการเช่าช่วงช่องสัญญาณจากเจ้าของโครงข่ายและเกตเวย์ เพื่อเชื่อมต่อออกต่างประเทศ
ผู้ให้บริการ ในตลาดบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ เมื่อจำแนกตามบริการที่มี IDD Prefix และไม่มี IDD Prefix ดังนี้
  • ผู้ให้บริการที่มี IDD Prefix
ผู้ให้บริการIDD Prefix Number ผ่านเทคโนโลยี TDMIDD Prefix Number ผ่านเทคโนโลยี VoIP
บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT)
001, 100
009, 00900
บมจ.ทีโอที (TOT)
007
008
บจ.ดีแทค เนทเวอร์ค (DTAC Network)
004

บจ.เอไอเอ็น โกลบอลคอม (AIN)
005
00500
บจ.ทรู อินเตอร์เนชั่นแนล คอมมิวนิเคชั่น (TIC)
006
00600
บจ.ทริปเปิลที โกลบอล เน็ท (Triple T)
102


ตารางผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่มีเลขหมาย IDD Prefix 
  • ผู้ให้บริการที่ไม่มี IDD Prefix แบ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทบริการบัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แบบที่ 1 มีจำนวน 50 ราย และผู้ได้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเตอร์เน็ตประเภท VoIP โดยไม่ใช้เลขหมาย มีจำนวนประมาณ 60 ราย
หากพิจารณาถึงอัตราค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศโดยเฉลี่ยแล้วลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันทางด้านการตลาดที่ยังคงมุ่งเน้นทางด้านราคาเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่มี IDD Prefix ที่เน้นการใช้ความเชื่อมโยงกับกลุ่มบริการที่สามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้นำเสนอรายการส่งเสริมการขายเพื่อให้ใช้บริการผ่านระบบที่อยู่ในกลุ่มบริษัทของตน ไม่ว่าจะเป็น AIS, dtac หรือ TrueMove อย่างไรก็แล้วแต่สุดท้ายประโยชน์ก็จะตกเป็นของผู้บริโภคครับ


* วิธีการกดโทรทางไกลระหว่างประเทศ  
กรณีโทรเข้าโทรศัพท์พื้นฐาน กด IDD Prefix + รหัสประเทศ + รหัสเมือง + เลขหมายปลายทาง 
กรณีโทรเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ กด IDD Prefix + รหัสประเทศ + เลขหมายปลายทาง