11.25.2557

ATS

ATS : Advanced Telephony Server
เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพคำสั่งทางโทรศัพท์ที่สามารถเข้าถึงได้จากโทรศัพท์แบบปุ่มกดใด ๆ ในโลก ระบบนี้เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคำสั่งในการย้ายหรืออยู่ห่างจากสำนักงานโดยใช้โทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์พื้นฐานนอกจากนี้เซิร์ฟเวอร์ Advanced โทรศัพท์มีความสามารถในการปรับแต่งการทำงานร่วมกับ ซอฟแวร์การสังเคราะห์เสียงพูด, ฟังก์ชั่นการตรวจสอบที่ทันสมัยและสนับสนุนหลายกลุ่ม
 ประกอบด้วย Application Server ต่างๆเช่น  MMTels AS, RCS AS, Anchor AS, SCC AS, IM-SSF, IP-SM-GW

Credit : http://www.abacus.ie/images/sitecontent_73.pdf

11.24.2557

AS

AS : Application Server

เป็นส่วนสุดท้ายที่จะให้บริการต่าง ๆ และเป็นส่วนที่จะแยกจากส่วน Access โดยมี IMS เป็นตัวแยกเพื่อให้ไม่ขึ้นกับเครือข่ายที่ยูสเซอร์ใช้งานแต่อย่างใด

Credit : http://www.mvt.co.th/viewarticle.php?cid=3&nid=128&page=2
--------------------------------------

Application Server (แม่ข่ายประยุกต์) คือ โปรแกรมแม่ข่ายในคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายกระจายที่ให้ตรรกะธุรกิจสำหรับโปรแกรมประยุกต์ แม่ข่ายประยุกต์มองเห็นได้บ่อยในส่วนของโปรแกรมประยุกต์ 3-tier ที่ประกอบด้วยแม่ข่าย graphical user interface (GUI) แม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์ (ตรรกะธุรกิจ) และแม่ข่ายฐานข้อมูลและทรานแซคชัน นอกจากนี้สามารถมีมุมมองแบ่งโปรแกรมประยุกต์

1. first-tier หรือ front-end คือ Web browser แบบ graphical user interface ตามปกติที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเวิร์กสเตชัน
2. middle-tier โปรแกรมประยุกต์ตรรกะทางธุรกิจหรือชุดของโปรแกรมประยุกต์ อาทิ เครือข่ายพื้นที่ท้องถิ่น (local area network) หรือแม่ข่ายอินทราเน็ต
3. third-tier หรือ back-end คือ แม่ข่ายฐานข้อมูลและทรานแซคชัน บางครั้งอยู่บนเครื่องเมนเฟรม หรือแม่ข่ายขนาดใหญ่

โปรแกรมประยุกต์รุ่นเก่า โปรแกรมประยุกต์จัดการฐานข้อมูลและทรานแซคชัน เป็นส่วนของ back end หรือ tier ที่สาม แม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์เป็นคนกลางระหว่าง browser เบื้องหน้า กับฐานข้อมูลหรือระบบเก่าเบื้องหลัง

ในหลายการใช้งาน แม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์รวมหรือทำงานกับแม่ข่ายเว็บ (Hypertext Transfer Protocol) และได้รับการเรียกว่าแม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์เว็บ Web browser สนับสนุน front-end ที่สร้างเป็น HTML อย่างง่ายสำหรับผู้ใช้ แม่ข่ายเว็บให้หลายวิธีต่างกันเพื่อส่งต่อคำขอไปยังแม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์และส่งต่อกลับไปที่เพจใหม่หรือปรับปรุงแล้วไปยังผู้ใช้ วิธีการเหล่านี้ รวมถึง Common Gateway Interface (CGI), FastCGI, Microsoft's Active Server Page และ the Java Server Page ในบางกรณี แม่ข่ายโปรแกรมประยุกต์สนับสนุนคำขออินเตอร์เฟซ “brokering” เช่น CORBA, Internet Inter-ORB Protocol (IIOP)


Credit : www.widebase.net
-----------------------------------



แอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์โทรคมนาคมเป็นที่หลักของการสร้างและการดำเนินงานในเวลาจริงการทำธุรกรรมหรือเซสชั่นที่ใช้บริการแบบโต้ตอบ มันสนับสนุนการสร้างบริการการดำเนินการสัมผัสและการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับการควบคุมการโทรและการบริการแบบโต้ตอบ ในสภาพแวดล้อมของวันนี้ถ้าเซิร์ฟเวอร์แอพลิเคชันของคุณไม่สามารถช่วยให้คุณได้อย่างรวดเร็วและสามารถสร้างและปรับใช้บริการนวัตกรรมและโปรโมชั่นข้ามและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเพื่อนำเสนอการแข่งขันที่คุณกำลังเสี่ยงต่อความไม่พอใจของลูกค้าและการปั่นเพิ่มขึ้น

ARP

ARP : Address Resolution Protocol
เป็นโปรโตคอลสำหรับการจับคู่ (map) ระหว่าง Internet Protocol address (IP address) กับตำแหน่งของอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย เช่น IP เวอร์ชัน 4 ใช้การระบุตำแหน่งขนาด 32 บิต ใน Ethernet ของระบบใช้การระบุ ตำแหน่ง 48 บิต (การระบุตำแหน่งของอุปกรณ์รู้จักในชื่อของ Media Access Control หรือ MAC address) ตาราง ARP ซึ่งมักจะเป็น cache จะรักษาการจับคู่ ระหว่าง MAC address กับ IP address โดย ARP ใช้กฎของโปรโตคอล สำหรับการสร้างการจับคู่ และแปลงตำแหน่งทั้งสองฝ่าย 

การทำงานของ ARP

          เมื่อแพ็คเกตนำเข้าที่ระบุเครื่อง host ในระบบเครือข่ายมาถึง Gateway เครื่องที่ Gateway จะเรียกโปรแกรม ARP ให้หาเครื่อง host หรือ MAC address ที่ตรงกับ IP address โปรแกรม ARP จะหาใน ARP cache เมื่อพบแล้วจะแปลงแพ็คเกต เป็นแพ็คเกตที่มีความ ยาวและรูปแบบที่ถูกต้อง เพื่อส่งไปยังเครื่องที่ระบุไว้ แต่ถ้าไม่พบ ARP จะกระจาย แพ็คเกตในรูปแบบพิเศษ ไปยังเครื่องทุกเครื่องในระบบ และถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งทราบว่ามี IP address ตรงกันก็จะตอบกลับมาที่ ARP โปรแกรม ARP จะปรับปรุง ARP cache และส่งแพ็คเกตไปยัง MAC address หรือเครื่องที่ตอบมา

          เนื่องจากแต่ละโปรโตคอลมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามประเภทของ LAN ดังนั้นจึงมี การแยก ARP Request for Comments ตามประเภทของโปรโตคอลสำหรับ Ethernet, asynchronous transfer mode, Fiber Distributed-Data Interface, HIPPI และโปรโตคอลอื่น 

          ส่วน Reverse ARP สำหรับเครื่อง host ที่ไม่รู้จัก IP address นั้น RARP สามารถให้เครื่อง เหล่านี้ขอ IP address จาก ARP cache ของ Gateway
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ARP หรือ Address Resolution Protocol เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสาร ทำหน้าที่ในการจับคู่ระหว่างไอพีแอดเดรสทางลอจิคัล กับ แอดเดรสทางทางฟิสิคัล ลองฟังแบบนี้หลายๆคนคงงงว่ามันจับคู่กันอย่างไร เอาแบบนี้ครับคิดซะว่าไอพีแอดเดรสทางลอจิคัล ก็คือหมายเลขไอพี (IP) ที่ทำงานอยู่บน Layer 3 และฟิสิคัลแอดเดรสก็คือ MAC Address ที่อยู่บน Layer 2 ตามมาตรฐาน OSI Model

ในเมื่อเรารู้จักกับ ARP แล้วเรามาดูกันครับว่า ARP ทำงานอย่างไร?
การทำงานของ ARP จริงๆแล้วก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากมายครับ 
ลองจินตนาการคิดว่าเราจะเป็นผู้ส่งของไปหาปลายทางที่เราไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครซึ่งอยู่ในห้องประชุมห้องเดียวกับเรา และเราก็มีข้อมูลแค่รหัสประจำตัวของผู้รับเท่านั้น แล้วเราจะทำกันอย่างไรเพื่อจะส่งของชิ้นนี้ให้ถึงมือผู้รับ วิธีง่ายๆเลยครับ  อันดับแรก เราก็ตระโกนทั่วห้องประชุมไปเลยบอกว่ารหัสประจำตัวนี้เป็นใคร จากนั้นเมื่อผู้ที่มีเลขประจำตัวตรงกับเราก็จะเป็นคนตอบรับเราเองว่า เขามีเลขประจำตัวนี้แล้วเราก็สามารถส่งของดังกล่าวให้กับผู้รับได้อย่างสบายใจ

ในกรณีของการส่งข้อมูลของบนพื้นฐานของ Network ก็ไม่มีอะไรต่างจากชีวิตจริงเท่าที่ควรครับ การใช้งาน ARP เป็นการจับคู่ระหว่างหมายเลข IP กับ MAC เพื่อให้อุปกรณ์ Layer 2 สามารถส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้องนั่นเอง เพราะอุปกรณ์ Layer 2 ไม่รู้จักหรอกครับว่า IP Address คืออะไร แต่มันจะรู้จักแค่ MAC Address เท่านั้นครับ โดยการส่งข้อมูลก็ทำการส่งอยู่บนอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Switch นั่นแหละครับ โดยตัวอุปกรณ์ Switch จะมีตารางบอกแค่ว่า จะส่งข้อมูลไปยัง MAC Address นี้ต้องส่งข้อมูลไปยังพอร์ตใด แต่ Switch จะรู้ได้ไงก็เลยต้องอาศัยโปรโตคอลที่ชื่อว่า ARP นี่แหละครับ

การทำงานของ ARP ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากครับ โดยขั้นตอนแรกเครื่องที่ต้องการสอบถาม MAC Address ก็จะส่ง ARP Request ซึ่งบรรจุ IP , MAC Address ของตนเอง และ IP Address ของเครื่องที่ต้องการทราบ MAC Address ส่วน MAC Address ปลายทางนั้น จะถูกกำหนดเป็น FF:FF:FF:FF:FF:FF ซึ่งเป็น Broardcast Address เพื่อให้ ARP packet ถูกส่งไปยังเครื่องทุกเครื่องที่อยู่ในเน็ตเวิร์คเดียวกัน
กระบวนการนี้ก็จะเหมือนกับการประกาศหาผู้รับของในห้องประชุมเลยครับ 

เมื่อเครื่องที่มี IP Address ตรงกับที่ระบุใน ARP Packet จะตอบกลับมาด้วย ARP Packet  โดยใส่ MAC Address และ IP Address ของตนเองเป็นผู้ส่ง และใส่ MAC Address และ IP Address ของเครื่องที่ส่งมาเป็นผู้รับ packet ที่ตอบกลับนี้เรียกว่า ARP Reply

APN

APN : Access Point Name



เป็น เกตเวย์ระหว่างเครือข่ายมือถือ ไม่ว่าจะเป็น GPRS, 3G หรือ 4G ของ mobile network พูดง่ายๆว่ามันคือจุดเชื่อมต่อเกี่ยวกับอุปกรณ์ไร้สาย หรืออินเตอร์เน็ตไร้สายนั้นเอง หรือพูดง่ายๆว่าเป็นจุดเชื่อมต่อของ เครือข่ายของอุปกรณ์พกพานั้นเอง โดยแต่ละผู้ให้บริการMobile Operator จะเป็นผู้กำหนดค่าต่างๆก็จะมีจุดเชื่อมต่อที่แตกต่างกันออกไป โดยอาจใช้ ชื่อ , IP , Proxy ในการเชื่อต่อ โดยหาต้องการเชื่อมต่อ APN


การตั้งค่า APN อินเตอร์เน็ตทุกค่าย

AIS

Name : AIS
APN : internet
Proxy : -
Port : -
Username : ais
Password : ais
Server : -
MMSC : http://mms.mobilelife.co.th
MMS Proxy : 203.170.229.34
MMS Port : 8080
MCC : -
MNC : -
Authentication Type : -
APN Type : default
ถ้าไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ (ไม่ขึ้น E หรือ H) ให้กรอกเพียงช่อง Name และ APN ครับ

dtac triNet

Name : DTAC Internet
APN : www.dtac.co.th
APN Type : default

dtac

Name : DTAC
APN : www.dtac.co.th
Proxy : 202.155.200.133
Port : 8080
Username : -
Password : -
Server : -
MMSC : http://mms.dtac.co.th:8002/
MMS Proxy : 203.155.200.133
MMS Port : 8080
MCC : -
MNC : -
Authentication Type : -
APN Type : default

truemoveH

อินเตอร์เน็ต
Name : TRUE-H INTERNET
APN : internet
Proxy : -
Port : -
Username : true
Password : true
Server : -
MMSC : -
MMS Proxy : -
MMS Port : -
MCC : 520
MNC : 00
Authentication Type : -
APN Type : internet
ถ้าไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ (ไม่ขึ้น E หรือ H) ให้กรอก APN เป็น default ครับ
MMS
Name : TRUE-H MMS
APN : hmms
Proxy : -
Port : -
Username : true
Password : true
Server : -
MMSC : http://mms.trueh.com:8002/
MMS Proxy : 010.004.007.039
MMS Port : 8080
MCC : 520
MNC : 00
Authentication Type : -
APN Type : mms

my by CAT

Name : my
APN : internet

TOT 3G

Name : TOT Internet
APN : internet

Credit : http://www.modify.in.th/7029
Credit : http://www.appdd.in.th/web/platform/android/624/

AF

AF : Application Function

AAA

AAA : Authentication, Authorization and Accounting

Authentication : คือขบวนการที่จะตรวจสอบเอกลักษณ์ของผู้ใช้ ว่าเป็นผู้ที่อ้างถึงนั้นจริงๆ เช่น การใช้ Password, Keycard

Authorization: เป็นการกำหนดสิทธิ์ให้กับแต่ละบุคคล ว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

Accounting : คือการบันทึกการใช้งานของแต่ละบุคคล

โปรโตคอลที่ชื่อว่า Diameter ที่พัฒนามาจากโปรโตคอล Radius เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้ใช้งานว่าเป็นยูสเซอร์จริงหรือไม่อย่างไร มีสิทธิ์ในการใช้งานอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นการติดต่อกับ HSS และ SLF เป็นส่วนใหญ่

การตรวจสอบการอนุมัติและการบัญชี (AAA) กลไกสำหรับการกำหนดค่าการตรวจสอบการอนุมัติและการบริการรักษาความปลอดภัยบัญชี รับรองความถูกต้องหมายถึงการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้และให้บริการเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง; อนุมัติหมายถึงการให้บริการเครือข่ายกับผู้ใช้ตามผลการตรวจสอบ; และการบัญชีหมายถึงการติดตามของการบริโภคของบริการเครือข่ายโดยผู้ใช้



เป็นโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์ที่จัดการการร้องขอของผู้ใช้สำหรับการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์และสำหรับองค์กรที่มีการตรวจสอบการอนุมัติและการบัญชี (AAA) บริการเซิร์ฟเวอร์ AAA มักจะมีการเชื่อมกับเครือข่ายและเซิร์ฟเวอร์เกตเวย์และกับฐานข้อมูลไดเรกทอรี ที่มีข้อมูลของผู้ใช้งาน มาตรฐานในปัจจุบันมีอุปกรณ์หรือโปรแกรมสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ AAA มักจะเป็น ตรวจสอบระยะไกลผ่านสายโทรศัพท์ในการใช้บริการ (RADIUS)

การตรวจสอบความถูกต้อง การอนุญาต และการจัดการบัญชี (AAA) ระหว่างเซิร์ฟเวอร์และเครื่องลูกข่าย โปรโตคอลดังกล่าวจะถูกใช้เมื่อเครื่องลูกข่าย AAA dial-up ล็อกอินหรือล็อกเอาต์จากเซิร์ฟเวอร์การเข้าใช้เครือข่าย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) จะใช้เซิร์ฟเวอร์ RADIUS เพื่อดำเนินงาน AAA ขั้นตอน AAA มีรายละเอียดดังนี้:
1. ขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้อง: ตรวจสอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน โดยเทียบกับฐานข้อมูลภายในเครื่อง หลังจากที่ตรวจสอบข้อมูลรับรองแล้ว ขั้นตอนการอนุญาตก็จะเริ่มขึ้น
2. ขั้นตอนการอนุญาต: ระบุว่าจะอนุญาตให้เข้าใช้ทรัพยากรตามคำร้องขอหรือไม่ จะมีการกำหนดที่อยู่ IP สำหรับเครื่องลูกข่าย Dial-Up
3. ขั้นตอนการจัดการบัญชี: รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ตรวจสอบ จัดทำบิลตามเวลาที่เชื่อมต่อ หรือจัดสรรค่าใช้จ่าย




4G

4G : Forth Generation



เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที

ลักษณะเด่นของ 4G

 4G คือ Forth Generation ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นกัน  เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 4G  เรื่องความเร็วนั้นเหนือกว่า 3G มาก  คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ถึงระดับ 20-40 Mbps  เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้จาก 3G นั้นคนละเรื่องกันเลย  ที่ญี่ปุ่นนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้แล้ว  หรือจะโหลดตัวอย่างภาพยนตร์มาชมบนโทรศัพท์มือถือก็มีให้เห็นเช่นกัน  ทำไมญี่ปุ่นถึงรีบกระโดดไปสู่ยุค 4G  กันเร็วเหลือเกิน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ “ดิจิตอลคอนเทนต์” เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นเอง  เมื่อผู้ให้บริการหลายหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  โดยจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง  สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ  ดังนั้น  การผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุค 4G ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า  3G ก่อนคู่แข่ง  น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

ความโดดเด่นของ 4G คือ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่กินพื้นที่กว้างก็ได้หรือจะทำเป็นเครือข่ายขนาดย่อม ๆ แบบ WLAN ได้อีกด้วย  นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่า 4G จะมาเบียดเทคโนโลยีของ Wi-Fi หรือไม่  เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ  

อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังคงอิงกับมาตรฐานของ 3G อยู่ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายไปสู่ยุค 4G เลย  เพราะว่า Wimax กำลังเข้ามานั่นเอง  ระบบสื่อสารแห่งอนาคตที่ให้ความยืดหยุ่นสูง  สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกล  ความเร็วในการสื่อสารสูงสุดในขณะนี้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำไมไม่รวมเทคโนโลยี 3G กับ WiMAX เข้าด้วยกัน และพัฒนาให้เป็น “interim 4G” หรือ “4G เฉพาะกิจ” เพื่อไปเร่งพัฒนา “4G ตัวจริง” (Real 4G) กันออกมาไม่ดีกว่าหรือ จึงเป็นเสียงที่คิดดังๆจากหลายกลุ่มในปัจจุบัน 

แน่นอนที่ว่า คงจะไม่ใช่แนวคิดของ 4G ที่หลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ เพราะอย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เทคโนโลยีทั้งสองยังไม่สามารถรองรับความเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่ดาวน์ลิงค์/อัพลิงค์ (downlink/uplink) ขณะกำลังเคลื่อนที่ในกรณีของ GSM ที่ 100 mbps/50 mbps และกรณี CDMA ที่ต้องการให้เหนือกว่า GSM โดยจะให้มีความเร็วเป็น 129 mbps/75.6 mbps

ทำไมจึงอยากได้ 4G
เป็นคำถามที่น่าสนใจ มีเหตุผลอะไรจึงอยากได้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 4 หรือ 4G กันมาก ถ้าจะสรุปเป็นคำตอบก็คงจะได้หลายประการด้วยกัน ซึ่งจะกล่าวถึงพอเป็นสังเขปดังนี้
1. สนับสนุนการให้บริการมัลติมีเดียในลักษณะที่สามารถโต้ตอบได้ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย และ เทเลคอนเฟอเรนซ์  เป็นต้น
2. มีแบนด์วิทกว้างกว่า  สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว (bit rate) สูงกว่า 3G
3. ใช้งานได้ทั่วโลก (global mobility) และ service portability
4. ค่าใช้จ่ายถูกลง
5. คุ้มค่าต่อการลงทุนด้านโครงข่าย

พัฒนาการของ 4G สำหรับมาตรฐานต่างๆ
            หากพิจารณาในบริบทของมาตรฐานเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูลาร์แบบดิจิทัลที่ใช้งานกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ จีเอสเอ็ม (GSM) และ ซีดีเอ็มเอ (CDMA) แล้วสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบลำดับพัฒนาการของมาตรฐานได้ดังตารางข้างล่างนี้

ในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G ของ GSM กับ CDMA นั้น ยังคงแข่งขันกันอยู่ต่อไป กล่าวคือ 

GSM จะพัฒนาสู่ 4G โดยใช้รูปแบบการเข้าถึง (access type) เป็น UMTS LTE (Universal Mobile Telephone System – Long term Evaluation) คาดหมายว่า จะสามารถทำความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ได้ที่ 100 mbps / 50 mbps 

ในขณะที่ CDMA ใช้รูปแบบการเข้าถึงเป็น CDMA EV-DO Rev.C (กล่าวคือ เป็น UMB หรือ Ultra-mobile broadband) และมีความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ที่ 129 mbps / 75.6 mbps 


ตัวเลขความเร็วของทั้งสองค่ายจะเป็นราคาคุยหรือไม่คงต้องติดตามผลกันต่อไป

หาก 4G จะเกิดจากการรวม WiMax เข้ากับ 3G
          ท่ามกลางกระแสการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยี 3G ที่กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่อย่างไวแมกซ์ (WiMAX) เข้ามาตีเสมอ และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีโอกาสมาเหนือกว่า 3G อีกด้วย  

นักวิเคราะห์และผู้เกี่ยวข้องในวงการโทรคมนาคมหลายกลุ่ม กล่าวกันถึงขนาดที่ว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูลาร์ของหลายประเทศที่ปัจจุบันครองตลาดส่วนใหญ่ของประเทศหรือมีอำนาจเหนือตลาดคงจะไม่ยอมให้บริการไวแมกซ์เกิดขึ้นในตลาดได้ง่ายๆ  ประกอบกับบางประเทศยังมีปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการไวแมกซ์ เช่น แผนเลขหมายแห่งชาติที่มีการจัดสรรความถี่ให้กับบริการไวแมกซ์  กฎ ระเบียบในการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีการแข่งขันที่เป็นธรรม  และความพร้อมในการลงทุนของผู้ให้บริการ เป็นต้น

หากจะรวมกันจริงๆแล้ว หลายฝ่ายยังมีความเชื่อว่า 3G คงจะไม่ถึงกับไปรวมอยู่ใต้เทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียว  เนื่องจาก 4G ควรจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ที่ระดับความเร็วอิเธอร์เน็ต (เช่น 10 Mbps) และใช้งานร่วมกัน (integrated) ได้ทั้งในลักษณะที่เป็นเครือข่ายท้องถิ่นหรือแลน (LAN – local area network) กับแวน (WAN – wide area network) แบบไร้สาย ด้วยการรวมเทคโนโลยี 3G และ WiMAX เข้าด้วยกันในเครื่องเดียวกัน

โดยมาตรฐานของ WiMax หรือ 802.16 สามารถให้บริการด้านบรอดแบนด์ไร้สายได้ไกลถึง 30 ไมล์ด้วยความเร็วประมาณ 10 Mbps

 สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่สำหรับบริการ WiMAX มีหลายประการที่ต้องมีการพัฒนาต่อไปจากที่สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ในระดับหนึ่งแล้ว เช่น ตัวมาตรฐานเองที่ยังไม่ค่อยนิ่งเท่าใดนัก การพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของโครงข่าย (ซึ่งรวมถึงตัวเครื่องลูกข่ายด้วย)  การเคลื่อนที่ของลูกข่ายจากสถานีฐานหนึ่งไปยังอีกสถานีฐานหนึ่งโดยไม่มีปัญหาสายหลุดหรืออาการสัญญาณสะดุด เป็นต้น

จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าในขณะนี้คงต้องรอให้มาตรฐานเทคโนโลยี WiMAX ผ่านกระบวนการพัฒนาจนถึงขั้นเป็นมาตรฐานที่สมบูรณ์ (mature) แล้ว อาจเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามนำเทคโนโลยี 3G และ WiMAX มาผสมผสานกันเป็น 4G หากกลุ่มที่พัฒนา 4G ไม่รีบชิงพัฒนา 4G หนีการรวมตัวกับ WiMAX ไปเสียก่อน







Credit : www.boarddev.com

3G

3G : Third Generation

เป็นมาตรฐานโทรศัพท์มือถือในยุคที่ 3 ถูกพัฒนาเพื่อแทนที่ ระบบโทรศัพท์ 2G ซึ่ง 3G นั้นได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของมาตรฐาน IMT-2000 ภายใต้กลุ่มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

มาตรฐานโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือที่เรียกว่า ระบบ UMTS หรือ W-CDMA ในระบบ GSM ใช้ช่วงความถี่ตั้งแต่ 850 , 900 , 1800 , 1900 และ 2100 ผสานเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูล ใช้งานด้านมัลติมีเดีย ส่งผ่านข้อมูลทั้งภาพและเสียงในระบบไร้สายด้วยความเร็วที่สูง

เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3
ยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยี ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน
ใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น 
ลักษณะการทำงานของ 3G… 

ช่องสัญญาณความถี่,ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า 
ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น 
สามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น 
บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ, รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ 
เทคโนโลยี 3G น่าสนใจอย่างไร 

สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น 
สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ 
 สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา ,วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป 
ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว 
ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว
คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล 
 การเสียค่าบริการ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย






Credit : www.boarddev.com

----------------------------


ไขความลับ 3G คลื่นความถี่ไหนดีกว่ากัน


ช่วงนี้ค่ายมือถือต่างออกโฆษณาว่าคลื่นความถี่ที่ตนเองใช้ทำ 3G ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้  บ้างก็ว่าคลื่นของฉันตัวจริง มาตรฐานโลก บ้างก็ว่าของคลื่นของฉันส่งได้ไกลกว่า บ้างก็ว่าระบบของฉันดีที่สุดเพราะมีสามคลื่น เป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีการเปิดเครือข่ายใหม่และระบบยังใช้งานได้ไม่ทั่วถึง ผู้ให้บริการก็มักจะคุยโม้เรื่องสรรพคุณของเครือข่ายของตนเองเอาไว้ก่อน ก่อให้เกิดความสับสนเพราะมักจะให้ข้อมูลกับผู้บริโภคไม่ครบถ้วน เรามาดูข้อเท็จจริงกันดีกว่าครับว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ทำ 3G มันแตกต่างกันอย่างไร
คลื่นความถี่ 3G ทุกคลื่นล้วนเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย ITU
ที่จริงแล้วเทคโนโลยี 3G สามารถทำงานบนคลื่นความถี่ใดก็ได้ แต่หากเราเลือกใช้ย่านความถี่ที่ชาวบ้านเขาไม่ใช้กันก็จะไม่มีเครื่องลูกข่ายรองรับ ดังนั้นการเลือกย่านความถี่ 3G ต้องเลือกให้ตรงกับมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานของสหประชาชาติที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้คือ ITU (International Telecommunication Union)
ITU ได้กำหนดคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 3G ไว้ 25 ย่านความถี่ แต่ที่นิยมกันคือคลื่นความถี่ย่าน 2100, 1900, 1700 (AWS), 850 และ 900 MHz ดังนั้นคลื่นความถี่เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรฐานทั้งสิ้น ไม่มีผู้ให้บริการ 3G รายใดในโลกที่ใช้คลื่นความถี่ที่ไม่ตรงกับมาตรฐาน
คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz ถูกกำหนดโดย ITU ให้เป็นย่านความถี่สากลของ 3G
มาตรฐานต่างๆในโลกมักแบ่งออกเป็น 3 ค่ายคือ ยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น ในยุค 2G แต่ละค่ายต่างก็ใช้เทคโนโลยีที่ต่างกัน และใช้คลื่นความถี่ที่ไม่ตรงกัน ยุโรปใช้ 2G ย่าน 900 และ 1800 MHz ในขณะที่ อเมริกาใช้ย่าน 800 และ 1900 MHz ส่วนญี่ปุ่นใช้ย่าน 1500 MHz ทำให้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ (International Roaming) มีข้อจำกัดเพราะย่านความถี่ไม่ตรงกัน เทคโนโลยีไม่เหมือนกัน
เพื่อไม่ให้ระบบ 3G เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม ในการประชุมที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ITU จึงได้กำหนดให้คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz เป็นย่านความถี่สากลสำหรับ 3G ที่พยายามจะให้โรมมิ่งได้ในทุกประเทศ

ในเวลาต่อมา กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ทำการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2 GHz ซึ่งในขณะนั้นถูกใช้งานเป็นระบบสื่อสัญญาณไมโครเวฟ เพื่อเตรียมจัดสรรใหม่เป็น 3G 2100MHz สำหรับประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกจัดสรรให้กับผู้ให้บริการ 4 รายคือ TOT และบริษัทลูกของ AIS dtac Truemove
ระบบ 3G มีคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz เป็นความถี่สากล แต่ระบบ 4G LTE กลับประสบปัญหา band fragmentation คือแต่ละประเทศใช้คลื่นความถี่ที่แตกต่างกันมาทำ 4G LTE เพราะไม่มีความถี่ย่านใดถูกกำหนดให้เป็นความถี่สากลตั้งแต่ต้น การนำอุปกรณ์ 4G LTE ไปใช้ในต่างประเทศจึงต้องพึ่งพาการโรมมิ่งกับ 3G 2100MHz เป็นหลัก แต่มีแนวโน้มว่าย่านความถี่ 1800 MHz จะได้รับความนิยมและอาจกลายเป็นย่านความถี่สากลของ 4G ในอนาคต
จากการที่คลื่นความถี่ 2100 MHz เป็นคลื่นความถี่สากลของ 3G จึงทำให้ได้รับความนิยมทั่วโลกมากกว่าคลื่นความถี่อื่นๆ ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2556 พบว่า
worldwide 3G subscribers
มีผู้ให้บริการ 3G 2100 MHz อยู่ 393 โอเปอเรเตอร์ใน 155 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 1,018 ล้านคน
มีผู้ให้บริการ 3G 900 MHz อยู่ 64 โอเปอเรเตอร์ ใน 43 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 273 ล้านคน
มีผู้ให้บริการ 3G 850 MHz อยู่ 53 โอเปอเรเตอร์ ใน 35 ประเทศ รวมผู้ใช้บริการ 184 ล้านคน
ข้อมูลจากเว็บ www.gsmarena.com ระบุว่าโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3G 2100 MHz มี 1,355 รุ่น, 3G 900MHz มี 750 รุ่น และ 3G 850MHz มี 749 รุ่น  การที่ 3G 2100 MHz ได้รับความนิยมสูงสุดทำให้โทรศัพท์มือถือ 3G ทุกรุ่น มักจะต้องผลิตออกมาให้รองรับคลื่นความถี่ 2100MHz
ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มที่จะใช้คลื่นความถี่หลายย่านมาให้บริการร่วมกัน
ในปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มจะต้องใช้คลื่นความถี่ 3G หลายย่านความถี่มาให้บริการร่วมกัน ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ 1) คลื่นความถี่ย่านเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต และ 2) คลื่นความถี่แต่ละย่านเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
คลื่นความถี่ย่านที่สูงกว่า 1GHz (1.8GHz, 2.1GHz, 2.3GHz, 2.6GHz) เรียกว่าย่าน high band คลื่นความถี่ย่านนี้มีข้อดีคือมีปริมาณคลื่นให้จัดสรรได้มาก สามารถจัดสรรเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต แต่มีข้อเสียคือส่งสัญญาณได้ไม่ไกล ต้องตั้งสถานีฐานจำนวนมากจึงจะครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วถึง
คลื่นความถี่ย่านที่ต่ำกว่า 1GHz (700MHz, 850MHz, 900MHz) เรียกว่าย่าน low band คลื่นความถี่ย่านนี้มีข้อดีคือส่งสัญญาณได้ไกล ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้าง แต่คลื่นความถี่ย่านนี้มีปริมาณความถี่ให้จัดสรรได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณการเติบโตของดาต้าในระยะยาว
ที่จริงแล้ว ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเอกชนทั้ง 3 ค่าย ต่างก็ใช้คลื่นความถี่หลายย่านมาให้บริการร่วมกัน โดย AIS ใช้คลื่น 900 MHz + 2100 MHz ส่วน dtac และ TruemoveH ใช้คลื่น 850 MHz + 2100 MHz และในอนาคตทั้งสามค่ายอาจจะต้องประมูลเอาความถีี่ย่านอื่นๆเข้ามาเพิ่มอีก
เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ แต่ละท่านน่าจะพอเข้าใจถึงข้อดี ข้อเสียของคลื่นความถี่ต่างๆ แล้ว กล่าวคือ
คลื่นความถี่ 2100 MHz มีข้อดีคือเป็นที่นิยมแพร่หลาย สามารถโรมมิ่งได้ (เกือบจะ) ทุกประเทศในโลก และมีเครื่องลูกข่ายรองรับจำนวนมาก
คลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz มีข้อดีคือสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ไกล
เครือข่าย 3G จะมีคุณภาพดีหรือไม่นั้นอยู่ที่ผู้ให้บริการเอาคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องมีการการลงทุนขยายเครือข่าย และปรับปรุงเครือข่ายอย่างต่อเนื่องครับ

2G

2G : Second Generation


ยุค 2G จะ เปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบอะนาล็อกมาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave 
ซึ่งในยุคนี้เอง  เป็นยุคที่เริ่มทำให้เราเริ่มที่จะสามารถใช้งานทางด้าน Data ได้ นอกเหนือจากการใช้งาน Voice เพียงอย่างเดียว
ในยุค 2G นี้ ... เราสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site และก่อให้เกิดระบบ GSM (Global System for Mobilization) (ไม่ใช่ชื่อผู้ให้บริการนะครับ)  ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Roaming

ยุค 2.5G
เป็นยุคที่พัฒนาต่อมาโดยการเข้ารหัสสัญญาณเสียง โดยบีบอัดสัญญาณเสียงในรูปแบบดิจิตอล 
การติดต่อจากสถานีลูก หรือตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีเบส ใช้วิธีการสองแบบคือ 
TDMA -Time Division Multiple Access คือการแบ่งช่องเวลาออกเป็นช่องเล็ก ๆ และแบ่งกันใช้ ทำให้ใช้ช่องสัญญาณความถี่วิทยุได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมาก
CDMA - Code Division Multiple Access เป็นการแบ่งการเข้าถึงตามการเข้ารหัส และการถอดรหัสโดยใส่แอดเดรสหมือน IP

ในยุค 2G จึงเป็นการรับส่งสัญญาณโทรศัพท์แบบดิจิตอลหมดแล้ว
ยุค 2.5G หลังจากนั้น  ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G ... ซึ่ง2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) นั่นเอง ซึ่งตามหลักการแล้ว ... เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น

การสื่อสารไร้สายยุค 2.5G ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในระดับ 2G แต่มีประสิทธิ-ภาพด้อยกว่ามาตรฐานการสื่อสารไร้สายยุค 3G 

โดยเทคโนโลยีในยุค 2.5G สามารถให้บริการรับส่งข้อมูลแบบแพคเก็ตที่ความเร็วระดับ 20 – 40 Kbps 

สำหรับเทคโนโลยี 2.5G  ที่มีใช้อยู่ตอนนี้ก็คือ
-GPRS : (General Packet Radio Service) นับเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในระดับ 2.5G
 
ยุค 2.75G 
เป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution)      

EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ) เป็นทางเลือกก่อนก้าวเข้าสู่ยุค 3G อย่างต่อเนื่อง และคุ้มค่า

ความเร็วการส่งผ่านข้อมูลโดยประมาณของเทคโนโลยียุค 2.75G 

ความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดประมาณ 384 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps) และมีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ
80-100 กิโลบิตต่อวินาที (ความเร็วในการใช้งานจริงจะลดลงไปค่อนข้างมาก เนื่องจากระหว่างใช้งาน ระบบต้องแบ่งช่องสัญญาณบางส่วน ไปใช้งานทางด้านเสียงด้วย) 

--------------------------------------------------------------------------------

EDGE
  
เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution)
เทคโนโลยี EDGE   เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ TDMA (Time Division Multiple Access) เป็นระบบการแบ่งเวลากันใช้ในช่องสัญญาณเดียวกัน  โดยเปรียบช่องสัญญาณให้เป็นเสมือนขนมชั้นที่ถูกวางอยู่ในแนวตั้ง เมื่อใดที่มีการใช้โทรศัพท์ เครื่องโทรศัพท์แต่ละเครื่องก็จะถูกจัดสรรเวลาให้ใช้ภายในช่องความถี่เดี่ยวกัน  
เทคโนโลยี EDGE เป็นการปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของเทคโนโลยี GPRS จึงกำหนดคำนิยามให้ EDGE ว่า ' การติดเทอร์โบให้กับ GPRS' 

ข้อดีของระบบ TDMA 

เวลาของผู้ใช้ทุกคนจะเท่ากันหมด ถือว่าทุกคนมีช่องเวลาที่ชัดเจนตายตัว จึงทำให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของเสียง 
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องใช้ส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ปัญหาด้านความเร็วจึงได้เกิดขึ้น (เนื่องจาก TDMA ถูกจำกัดความเร็วต่อช่องสัญญาณที่ 9.6 กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้น)   ผู้ประกอบการจึงหาวิธีแก้ปัญหาโดยการนำเอาช่องสัญญาณหลายๆ ช่องมารวมกัน เพื่อให้ได้ความเร็วที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นคือที่มาของเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) แต่ความเร็วของ GPRS ก็ยังจัดว่าเป็นความเร็วที่รองรับในส่วนของวิดีโอคลิปได้ไม่สมบูรณ์อยู่ดี จึงได้มีการนำเอาระบบ EDGE เข้ามา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS 

ลักษณะการทำงานของเทคโนโลยี EDGE 

เป็นการบีบอัดข้อมูลในอัตราส่วน 3:1  เทคโนโลยี EDGE จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลมากกว่า GPRS ประมาณ 3 เท่า หรือมีความเร็วสูงสุดประมาณ 384 กิโลบิตต่อวินาที 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น GPRS หรือ EDGE ก็ตาม ความเร็วการส่งข้อมูลที่ได้บนการใช้งานจริงจะต่ำกว่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดของระบบ TDMA ที่ต้องมีการแบ่งช่องสื่อสารสำหรับการใช้งานด้านเสียงไว้ด้วย (Technical Limited) 
ข้อดีของเทคโนโลยี EDGE

ผู้ให้บริการระบบ TDMA (GSM) นั้น สามารถอัพเกรดระบบให้รองรับเทคโนโลยี EDGE ได้อย่างไม่ยุ่งยาก โดยจะประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก 

รูปการเปรียบเทียบอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล จะเห็นว่า EDGE มีความสามารถที่เทียบเท่ากับ ระบบ W-CDMA ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐาน UMTS แต่ใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่ามาก

ด้วยอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่สูงขึ้น ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงสามารถให้บริการรายงานข่าว, การรับส่งไฟล์รูปภาพและเสียงเพลง, พาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ที่มีสีสันมากขึ้น ไปจนถึงการเปิดให้บริการสนทนาโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากัน (Video Telephony) 

รูปการพัฒนาการบริการด้านสื่อสารข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน 
--------------------------------------------------------------------------------
ข้อจำกัดของเครือข่าย 2.5G และ 2.75G
เกิดขึ้นมาจากความพยายามพัฒนาเครือข่าย 2G เดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GSM หรือ CDMA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าการลงทุน ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่อาจบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัว

เนื่องจากอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งใช้งานมีการทำงานแบบ Time Division Multiple Access (TDMA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้องจัดสรรวงจรให้กับผู้ใช้งานตายตัว ไม่สามารถนำทรัพยากรเครือข่ายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
แม้เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี GPRS และ EDGE ซึ่งถือเป็นการเสริมเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบแพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet Switching) ที่มีความยืดหยุ่นในการสื่อสารข้อมูลแบบ Non-Voice แต่เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นการ ต่อยอด บนเครือข่ายแบบเดิมที่มีการทำงานแบบ TDMA ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องพะวงกับการจัดสรรทรัพยากรช่องสื่อสาร ทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการแบบ Non-Voice ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจะทำให้เกิดผลรบกวนต่อจำนวนวงจรสื่อสารแบบ Voice มากจนเกินไป ไม่มีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G รายใดในโลก สามารถเปิดให้บริการเทคโนโลยี GPRS ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 
171 กิโลบิตต่อวินาที หรือ EDGE ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีได้ เพราะจะทำให้สถานีฐาน (Base Station) ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีวงจรสื่อสารเหลือสำหรับให้บริการแบบ Voice อีกต่อไป 
ในขณะเดียวกันก็มีบริการสื่อสารอัตราเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ผ่านคู่สาย เช่น DSL (Digital Subscriber Line) เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใช้บริการ ผลที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ใช้บริการก็คือความเชื่องช้าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย 2.5G 
และ 2.75G ทำให้หมดความน่าสนใจที่จะใช้บริการต่อไป


Credit : www.boarddev.com
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2G
การสื่อสารไร้สายยุค 2G ย่อมาจาก Second Generation Mobile Network คือ การสื่อสารไร้สายด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิตอล ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น ส่งผลให้การสื่อสารด้วยเสียง มีคุณภาพเพิ่มขึ้นสูงกว่าการ สื่อสารในยุค 1G ในอดีตที่ผ่านมา เทคโนโลยีในยุค 2G สามารถให้บริการการสื่อสารทางเสียง และสามารถรับ - ส่งข้อมูลแบบ (circuit-switch) ด้วยความเร็วที่ระดับ 9.6 – 14.4 Kbps ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยียุค 2G กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในระดับ 2.5G, 2.75G และ 3G

2.5G

การสื่อสารไร้สายในยุค 2.5G ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในระดับ 2G แต่มีประสิทธิภาพ ด้อยกว่ามาตรฐานการสื่อสารไร้สายยุค 3G โดยเทคโนโลยียุค 2.5G สามารถให้บริการรับส่งข้อมูลแบบแพคเก็ต ที่ความเร็วระดับ 20 – 40 Kbps ในทางปฏิบัติเทคโนโลยีจีพีอาร์เอส (GPRS) นับเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย ในระดับ 2.5G

2.75G
การสื่อสารไร้สายในยุค 2.75G เป็นมาตรฐานที่พัฒนาต่อยอดจาก GPRS เพื่อตอบสนองความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเข้าสู่ยุค 3G โดยมีเทคโนโลยี EDGE สำหรับระบบ GSM และ CDMA2000(1XRTT)  สำหรับระบบ CDMA


Credit : http://th-telecom.blogspot.com/p/glossary.html