3.30.2558

Fusion Splice

Fusion Splice

การต่อสายFiber optic เรียกว่า สไปลซ์ (splice) มี 2 แบบคือ

             1. การต่อแบบหลอมละลาย ( Fusion splice ) core ทั้งสองปลายเข้าด้วยกัน เรียกว่า ฟิวชั่น (fusion) วิธีนี้เป็นวิธีดีที่สุด เกิดการลดทอนเพียง 0.1 dB แต่เครื่อง fusion มีราคาแพงมาก

             2. อีกวิธีหนึ่งคือ mechanical splice โดยการนำ core ทั้งสองด้านมาชนกันแล้วล๊อกให้แน่น วิธีนี้เกิดการลดทอนแสงเกือบ 0.5 dB (ไม่ได้รับความนิยมเท่าแบบที่1)


เป็นการเชื่อมต่อปลายเส้นใยแก้วสองเส้นด้วยการหล่อหลวมด้วยความร้อน ให้วัสดุที่ใช้ทำเส้นใยแก้วกลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยยังคงสภาพส่วนของ คอร์ และ แคลดดิ้งแยกออกจากกันเหมือนเดิม




--------------------------------------

ขั้นตอนการติดตั้ง Fiber Optic แบบ Fusion Splice


ขั้นตอนการเข้าหัวไฟเบอร์ออฟติก Step of spilce or terminet fiber optc cable by www.telepart.net

Fiber Optic

Fiber Optic : เส้นใยแก้วนำแสง

Fiber Optic หรือเส้นใยแก้วนำแสงที่เราคุ้นๆหูกัน นั้นทำมาจากพลาสติกผสมกับแก้ว หรือ Silica ทำให้เส้นใยแก้วนั้นมีความยืดหยุ่น โค้งงอได้ ซึ่งเส้นใยดังกล่าวจะเป็นแกนกลางภายใน โครงสร้างของเส้นใยแก้วจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนกลางที่ทำหน้าที่ให้แสงเดินทางผ่านเรียกว่า Core และถัดออกมาจะมีส่วนที่หุ้ม Core เอาไว้เรียกว่า Clad ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้าใส 2 ชนิดต่างกัน ที่จะมีอัตตราการหักเหของแสงที่ต่างกันเล็กน้อย ทำให้แสงที่ป้อนเข้าไปใน Core เดินทางไปได้ โดยขนาดของทั้งสองส่วนรวมกันจะพอๆกับเส้นผมของมนุษย์นี่เอง ซึ่งขนาดของ Clad นั้นจะขนาดประมาณ 0.1 ม.ม. เท่านั้น ส่วน Core จริงๆที่ใช้สำหรับส่งผ่านแสงจะมีขนาดเล็กลงมาอีกหลายเท่าตัว
ในปัจจุบันทางผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตนั้นก็เริ่มมีการให้บริการอย่างแพร่หลายมากขึ้นในส่วนของ Fiber optic ตามบ้าน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า FTTx ซึ่งแต่เริ่มเดิมที่ จะเรียกว่า FTTH หรือ Fiber To The Home แต่เนื่องจากการที่ต้องติดตั้ง Fiber optic เข้าบ้านจริงๆโดยใช้สาย Fiber Optic นั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง จึงเดินสาย Fiber มาพักไว้ตาม Node ต่างๆแทนและเดินสายแข็งหรือสายทองแดงไปตามบ้านและแปลงไปใช้งานอีกที ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ที่จะถูกกว่า ส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้งานของ Fiber Optic นั้น จะมีหลากหลายตามการใช้งาน ซึ่งเราจะนำเสนออุปกรณ์ในบางส่วนให้ได้ดูกันครับ
 

 
หัวเชื่อมต่ออุปกรณ์ของสาย Fiber Optic หรือ Connector
ปัจจุบันผลิตมามากมายหลายแบบ ซึ่งการเข้าหัวและนำไปใช้ก็แตกต่างกันไป โดยแบ่งออกเป็นลักษณะของหัวดังนี้


 
1. หัวต่อแบบ ST (ST Connector Fiber Optic) เป็น Connector ที่ถูกนำมาใช้งานสำหรับสาย Fiber Optic ชนิด Single Mode และ Multimode มากที่สุด โดยที่ Connector ประเภทนี้ มีอัตราการสูญเสียกำลังแสงเพียงแค่ไม่เกิน 0.5 dB เท่านั้น วิธีการเชื่อมต่อก็เพียงสอดเข้าไปที่รู Connector แล้วบิดตัวเพื่อให้เกิดการล็อคตัวขึ้น เพิ่มความทนทาน ทำให้ไม่เกิดปัญหาเนื่องจากการสั่นสะเทือน ถูกนำมาใช้กับระบบ LAN Hub หรือ Switches


2.หัวต่อแบบ SC (SC Connector Fiber Optic) ออก แบบโดย AT&T สำหรับการเชื่อมต่อ Fiber Optic ภายในอาคารสำนักงาน ซึ่งเครือข่าย LAN ชนิดนี้ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการถอดเปลี่ยน Connector อย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจความแน่นหนาของ Connector
3.หัวต่อแบบ FC (FC Connector Fiber Optic) FC Connector ได้รับการออกแบบโดย NTT ของญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น รวมทั้งสหรัฐและยุโรป ส่วนมาก Connector แบบนี้ จะถูกนำไปใช้งานทางด้านเครือข่ายโทรศัพท์ เนื่องจาก Connector แบบนี้ อาศัยการขันเกลียวเพื่อยึดติดกับหัวปรับ ข้อดีของ Connector ประเภทนี้ ได้แก่ การเชื่อมต่อที่แน่นหนา แต่ข้อเสียคือการเชื่อมต่ออาจต้องเสียเวลามาก

4.หัวต่อแบบ LC (LC Connector Fiber Optic) เป็นหัวเชื่อมต่อที่ใช้งานง่าย สะดวก ราคาถูก มีทั้งแบบโหมดเดี่ยว และหลายโหมด มักใช้สำหรับการรับ ส่ง ข้อมูลที่มีความเร็วสูงมากเช่น GBIC, Gigabit Speed Fast Ethernet Converter หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางแสง (Optical Module) ภายในองค์กร มีขนาดหน้าตัด 9/125


อุปกรณ์ Media Converter
ในการติดตั้งเครือข่าย Fiber Optic สามารถทำได้โดยการใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณหรือก็คือ Media Converter ที่จะทำหน้าที่แปลงจากระบบสายสัญญาณทองแดงไปเป็นระบบสายสัญญาณใยแก้วนำแสง โดยการแปลงทำให้ได้ระยะไกลขึ้น 2 กม. สำหรับสาย Multimode  และ 15 กม. สำหรับสาย SInglemode

การเชื่อมเส้นใยแก้วนำแสง
ในปัจจุบันการเชื่อมเส้นใยแก้วนำแสงมีมากมายหลายแบบ เพื่อสำหรับต่อระยะสาย Fiber Optic ให้ไกลตามความจำเป็น ซึ่งแบ่งเป็นแบบที่ใช้หัวต่อซึ่งสะดวกต่อผู้ใช้ (Mechanical Splice) และแบบหลอมละลายที่ให้ความแม่นยำและให้ค่าลดทอนสัญญาณที่ดีที่สุด โดยทั่วไปแล้วการเชื่อมต่อต้องการมีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน เมื่อใช้งานทำให้เกิดการสูญเสียของแสงต่ำ และมีราคาถูก

การเชื่อมต่อทางกล (Mechanical Splice)
จะใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อทางกลเพื่อยึด Fiber Optic 2 เส้น เข้าด้วยกัน โดยจะมีปลอกสำหรับล็อคเป็นตัวเชื่อมและอัดปลอกให้แน่นหนาอีกชั้น


การเชื่อมต่อวิธีหลอมละลาย (Fusion Splice)
เป็นการหลอมละลาย Core ของ Fiber Optic ให้เชื่อมติดกัน ทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด การเชื่อมด้วยการหลอมนั้น จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเข้าช่วยนั่นคือเครื่อง Fusion Splice ซึ่งหลักการทำงานนั้นจะอาศัยความร้อนเป็นหลักในการเชื่อมปลายสายทั้งสองเส้นเข้าด้วยกัน


Credit : http://www.serveasy4u.com/content-FiberOptic

Credit : http://www.kmitl.ac.th/~klsomcha/cscqa/kmcenter/fiberoptic.pdf

----------------------------



ใยแก้วนำแสง หรือ ออพติคไฟเบอร์(Optical Fiber) หรือ ไฟเบอร์ออพติค เป็นแก้วหรือพลาสติคคุณภาพสูง ยืดหยุ่นโค้งงอได้เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 8-10 ไมครอน (10 ไมครอน = 10 ในล้านส่วนของเมตร=10x10^-6=0.00001 เมตร = 0.01 มม.) เล็กกว่าเส้นผมที่มีขนาด 40-120 ไมครอน, กระดาษ 100 ไมครอน ใยแก้วนำแสงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแสงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้สามารถส่ง-รับข้อมูลได้เร็วมาก ได้ระยะทาง
ได้เกิน 100 กม. ในหนึ่งช่วง และเนื่องจากแสงเป็นตัวนำส่งข้อมูล ทำให้สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าภายนอก ไม่สามารถรบกวนความชัดเจนของข้อมูลได้ ใยแก้วนำแสงจึงถูกนำมาใช้แทนตัวกลางอื่นๆในการส่งข้อมูล

ชนิดของใยแก้วนำแสง

        ออพติคเคเบิล 1 เส้น ประกอบด้วย ใยแก้วนำแสงตั้งแต่ 2 core ขึ้นไป มี 2 ชนิด คือ 
 แบบ multi-mode (MM)
 แบบ single-mode (SM) ความแตกต่างของทั้งสองชนิดนี้ คือขนาดของตัวใยแก้วใจกลางหรือที่เรียกว่า core

Multi-mode (MM)


การกระจายของแสงใน multi-mode
            ออพติคเคเบิลมีสีส้ม ใยแก้วนำแสงบอกขนาด 50/125 หมายถึง ขนาด core เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ไมครอน ขนาดเปลือกหุ้มเส้นผ่าศูนย์กลาง  125 ไมครอน เนื่องจากมีขนาด core ใหญ่ ทำให้แสงที่เดินทางกระจัดกระจาย ทำให้แสงเกิดการหักล้างกัน จึงมีการสูญเสียของแสงมาก จึงส่งข้อมูลได้ไม่ไกลเกิน 200 เมตร ความเร็วก็ไม่เกิน 100 ล้านบิทต่อวินาที ที่ความยาวคลื่น 850 นาโนเมตรเหมาะสำหรับใช้ภายในอาคารเท่านั้น  แต่มีข้อดีก็คือ ราคาถูก เพราะ core มีขนาดใหญ่ สามารถผลิตได้ง่ายกว่า

การลดทอนของแสงในแต่ละความยาวคลื่น

Single-mode (SM)

              ออพติคเคเบิลเป็นสีเหลือง ใยแก้วนำแสงบอกขนาด 9/125 หมายถึง ขนาด core เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 ไมครอน ขนาดเปลือกหุ้มเส้นผ่าศูนย์กลาง 125 ไมครอน เมื่อ core มีขนาดเล็กมาก ทำให้แสงเดินทางเป็นระเบียบขึ้น ทำให้เกิดการสูญเสียน้อยลง ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดประมาณ  2,500 ล้านบิทต่อวินาทีต่อหนึ่งความยาวคลื่นแสงที่ 1300 นาโนเมตร ด้วยระยะทางไม่เกิน 20 กม. ระยะทางในการใช้งานจริง ได้ถึง 100 กม แต่ความเร็วจะลดลง แต่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบิทต่อวินาที ข้อดีของ SM อีกอันหนึ่งก็คือ มันทำงานที่
ความยาวคลื่นที่ 1300 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วง ที่มีการลดทอนแสงน้อยที่สุด ตามรูป

โครงสร้าง


โครงสร้างแบบ singlemode หมายเลข 1 คือ core 8-10 ไมครอน, 2 คือ cladding 125 ไมครอน, 3 คือ สีเคลือบ 250 ไมครอน และ 4 คือ พลาสติคกันกระแทก 900 ไมครอน
             ใยแก้วนำแสงนอกจากประกอบด้วยใยแก้วที่ทำด้วยแก้วหรือพลาสติคคุณภาพสูง แล้ว ยังประกอบด้วยเปลือกหุ้มด้านในหรือ claddingที่มีค่าดัชนีในการหักเหของแสงต่ำ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 125 ไมครอน เคลือบด้วยสีซิลิโคนหนา 125 ไมครอนโดยรอบ สีนี้ช่วยบ่งบอกว่าสายใยแก้วนำแสงเป็นสายลำดับที่เท่าไร เพราะเนื่องจากสายแต่ละเส้นมีขนาดเล็กมาก สายใยแก้วจึงถูกมัดรวมกัน เป็นชุดๆละไม่เกิน 12 เส้น อยู่ในหลอดพลาสติคคล้ายหลอดกาแฟเรียกว่า loose tube แต่ละเส้นจึงบอกให้รู้ว่าเส้นไหนเป็นเส้นไหน ต้นทางปลายทางจะได้ต่อเป็นเส้นเดียวกัน ตามตารางด้านล่าง ในแต่ละเส้น มี 2 สี สีหนึ่งบอกว่าเป็นชุดที่เท่าไร อีกสีหนึ่งบอกว่าเป็นเส้นที่เท่าไร เช่น ชุดที่ 1 เส้นที่ 5 จะมีสีน้ำเงิน-เทา เป็นต้นส่วนประกอบสุดท้าย จะเป็นพลาสติคหุ้มเพื่อกันกระแทกมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยรวมตั้งแต่ 400-900 ไมครอน

ออพติคเคเบิลประกอบด้วย 8 loose tube (e) มีสีกำกับตามตารางและใยแก้วนำแสงไม่เกิน 12 เส้น (f)

ออพติคเคเบิลและใยแก้วนำแสงและสีกำกับ
มาตรฐานของสี
ชุดที่/เส้นที่สี
1น้ำเงิน
2ส้ม
3เขียว
4น้ำตาล
5เทา
6ขาว
7แดง
8ดำ
9เหลือง
10ม่วง
11ชมพู
12คราม

การลดทอนของแสง

                     การลดทอนของแสงมีค่าเป็นเดซิเบล (dB) โดยมีสูตรดังนี้  Loss=10logPower Output/Power Input ถ้าค่า loss=3 dB แสดงว่า ค่า power หายไปครึ่งหนึ่ง  แสงที่ส่งเข้าไปในใยแก้วนำแสง จะถูกลดทอนด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้
  1. การลดทอนในตัวใยแก้วนำแสงเอง ค่าลดทอนอยู่ที่ประมาณ 0.4 dB/km ผู้ติดตั้งต้องหาระยะทางเพื่อคำนวณค่าลดทอนส่วนนี้ด้วย เพราะถ้าเดินสายบางช่วง ยาวถึง 20 กม ค่าลดทอนเฉพาะของสายใยแก้วนำแสงอย่างเดียวจะสูงถึง 8 dB เลยทีเดียว
      2  การตัดต่อ ณ จุดเชื่อมต่อย่อมต้องเกิดการลดทอนเสมอการวางสายเป็นระยะทางไกลๆ ย่อมต้องมีการต่อสายให้ยาวขึ้นหรือแยกออกซ้าย/ขวา การต่อสายเรียกว่า สไปลซ์ (splice)มี 2 แบบคือ
                             2.1 การต่อแบบหลอมละลาย ( Fusion splice ) core ทั้งสองปลายเข้าด้วยกัน เรียกว่า ฟิวชั่น (fusion) วิธีนี้เป็นวิธีดีที่สุด เกิดการลดทอนเพียง 0.1 dB แต่เครื่อง fusion มีราคาแพงมาก
                           2.2 อีกวธีหนึ่งคือ mechanical splice โดยการนำ core ทั้งสองด้านมาชนกันแล้วล๊อกให้แน่น วิธีนี้เกิดการลดทอนแสงเกือบ 0.5 dB 
                 เมื่อวางสายจากต้นทางถึงปลายทางแล้ว ต้องต่อสายใยแก้วนำแสงเข้ากับกล่องกระจายสาย   (Distribution box) ทั้งต้นทางและปลายทาง ก็ต้องทำการ splice เข้าหัว connector อีก

แสดงหัว connector แบบ FC ที่ต้นทาง

แสดงต้นทางและปลายทางของใยแก้วนำแสงจะนำมาพักที่จุดกระจายหลักก่อนต่อเข้าอุปกรณ์
         3. ในการต่อใยแก้วนำแสงจากกล่องกระจายสายเข้าอุปกรณ์ เราจะใช้สาย patch cord ได้แก่สายใยแก้วนำแสงยาวประมาณ 2-20 เมตรแล้วแต่ระยะห่าง ที่ปลายทั้งสองด้านมีหัว connector ต่ออยู่ สาย patch cord จะใช้โยงจากอุปกรณ์หนึ่งไปอีกอุปกรณ์หนึ่งชนิดของหัว connector มีหลายแบบขึ้น อยู่กับบริษัทผู้ผลิอุปกรณ์ เช่น LC, FC, ST, SC เป็นต้น หัว connector แต่ละตัวเมื่อต่อเข้ากับอุปกรณ์ก็จะมีการลดทอนประมาณ 0.1-0.3 dB  ผู้โยง patch cord จะต้องรู้ชนิดของ connector แต่ละด้านเพราะใช้แทนกันไม่ได้

แสดงการเข้าหัว connector ใยแก้วนำแสง

แสดง patch cord ที่มีหัวด้านหนึ่งเป็น LC อีกด้านหนึ่งเป็น SC

แสดง patch cord ที่มีหัวด้านหนึ่งเป็น ST อีกด้านหนึ่งเป็น SC

แสดงหัว LC

แสดงหัว SC
          4 การลดทอนเนื่องจากใยแก้วนำแสงสกปรก อาจมาจากไขมันที่มือคนทำงานเองดังรูป

ภาพขยายจากกล้องแสดงการลดทอนอันเกิดจากมีเศษผงไปติดที่ core
           5. การลดทอนเนื่องจากการเดินสายเป็นส่วนโค้ง โดยมีรัศมีของวงรอบ (bend radius) ต่ำเกินไป ทำให้แสงบางส่วนทะลุออกจาก core มาที่ cladding มาตรฐานปัจจุบันของ ITU (InternationalTelecommunication Union) G.657 ค่าลดทอนอยู่ที่0.15 dB/รอบ  ที่รัศมี 7.5 mm และควรหลีกเลี่ยงเดินสายเลี้ยวเป็นมุมฉาก เพราะจะทำให้ core แตกได้

แสงสูญเสียพลังงานเนื่องจาก microbending
          6. การลดทอนอาจมีความจำเป็นในบางกรณี เช่น การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ 2 ชนิดที่วางอยู่ใกล้กัน แม้แต่ละอุปกรณ์จะกำหนดว่าต้องการค่าลดทอนต่ำสุด  เช่น บ่งว่าทำงานที่ -2 ถึง -15 dB แต่เพื่อความเสถียรในการทำงาน ค่ากำลังของแสงควรอยู่ประมาณ ครึ่งหนึ่งคือ ประมาณ -8 dB ดังนั้น เมื่อใช้ patch cord เชื่อมหากัน ควรติดตั้งตัวลดทอน (attenuator) สัก 8 dB เข้าไปหรือใช้ patch cord แบบ MM แทนที่จะเป็น SM เพื่อให้เกิดการลดทอนเป็นต้น
          7. การลดทอนที่หัว connector ตามรูปด้านบน connector มีหลายแบบ แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ การทำงานก็คือ เมื่อนำมาต่อเข้าด้วยกัน จุดประสงค์ก็เพื่อต่อแสงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นทุกชนิดมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ferrule สีขาวที่ปลายconnector ทำด้วยพลาสติคสีขาวที่แสงผ่านได้ดี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 mm ยาวประมาณ 10 mm ปลายด้านในของconnector ชนกับ core ของใยแก้วนำแสงพอดี ตามรูป

การส่งผ่านแสงของ connector แบบ PC และ APC
                ปลายด้านนอกถูกขัดมันเรียบ (Polished Contact) ดังนั้น connector จึงมีชื่อเรียกว่า FC/PC หรือ SC/PC
               (เฉพาะ SC/PC ตัว connector มีสีน้ำเงิน) แต่ถ้าไม่มี PC กำกับ ให้ถือว่าเป็น PC เพราะเป็นการใช้อย่างแพร่หลายในการส่งข้อมูลประเภท data หรือ Information การส่งผ่านแสงระหว่าง ferrule  สองด้าน ทำให้แสงบางส่วนหายไป เราเรียกการสูญเสียนั้นว่า
                 Insertion Loss (IL) และมีแสงบางส่วนสะท้อนกลับเข้าไปลดทอนลำแสงหลัก ทำให้เกิดการสูญเสีย อีกตัวหนึ่ง เรียกว่า
                Optical Return Loss (ORL) การส่งข้อมูลที่เป็น data ดังกล่าว จะใช้ ferrule ที่เป็น PC กับ PC เพราะต้องการ IR ต่ำ ค่า ORL
                ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา เพราะถ้าข้อมูลบางส่วนหาย ระบบจะ recover ได้ แต่ในปัจจุบัน มีการส่งข้อมูลภาพด้วย เช่นระบบเคเบิลทีวี
               ORL จะทำให้สัญญาณภาพหายไปบางส่วน จะเห็นเป็นภาพกระพริบบนจอภาพ เพื่อแก้ปัญหานี้ ferrule จึงถูกขัดให้เอียง 8° เรียกหัว
              connector แบบนี้ว่า Angle-polished Contact หรือ APC (ส่วนใหญ่ จะเป็น connector แบบ SC มีสีเขียว) การเอียงของปลาย
               ferrule นี้ ทำให้แสงข้ามไปอีกด้านหนึ่งน้อยลง ทำให้ IR สูงขึ้น แต่ส่วนที่กระจายออกด้านข้างบางส่วน ไม่ไปลบล้างกับลำแสงหลัก ทำให้
               OLR น้อยลง ลดผลกระทบในการส่งภาพไปได้ ดังนั้น การต่อ connector นอกจากจะต้องต่อแบบเดียวกันแล้ว ต้องต่อชนิดเดียวกันด้วย

                         ค่าลดทอนที่ถูกต้อง เพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารทำงานได้ ต้องดูที่ spec ของอุปกรณ์ SFP (Small Form-Factor Pluggable 
Transceiver) หรือ GBIC (Gigabit Interface Converter) นั้นว่ามีพิกัดในส่วนของระยะทาง, SM หรือ MM หรือ ความยาวคลื่นเท่าไร อุปกรณ์ดังกล่าว ใช้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลัง งานแสงและเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นไฟฟ้า ซึ่งจะติดไว้ทั้งฝั่งส่งและ ฝั่งละ 2 ตัว ใช้ใยแก้วนำแสง 2 core, core แรกส่ง ปลายทางรับ core 2 รับ ปลายทางส่ง SFP หรือ GBIC จะมีพิกัดบอกระยะทางและความยาวคลื่น ต้องเลือกใช้ให้ถูก
ตัวอย่าง SFP

Credit : http://wangsatcom.net/FO_Intro.html

3.25.2558

LoS

LoS : Line of sight

Line of sight คือเส้นทางที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง สําหรับคลื่นวิทยุใช้ในการเดินทางระหว่างต้นทาง ไปยังปลายทางที่ผู้ใช้ต้องการ ถือเป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่ง สําหรับผู้ทําหน้าที่ติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายความถี่สูง ( Microwave ) จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้




การจะตรวจสอบว่าสถานที่นั้น เป็นเส้นทางที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง หรือไม่ทําได้ไม่ยาก โดยการใช้กล้องส่องทางไกลที่มีอัตราขยายสูง ส่องดูจากปลายทางด้านใดด้านหนึ่ง ของตําแหน่งที่จะทําการติดตั้งเครือข่ายไร้สาย ไปยังอีกด้านหนึ่ง โดยถ้าสิ่งที่เข้ามาบดบังนั้นสูงเพียงพอ จนเข้ามาบทบังเส้นทางการลื่อสาร ก็อาจทําให้เส้นทางการสื่อสารทนั้นเป็นเส้นทางการสื่อสารที่ไม่มี Line of sight ได้



สิ่งกีดขวางที่มักพบในเส้นทางการสื่อสาร
สิ่งกีดขวาง
ผลการทบต่อการสื่อสาร


1. สิ่งกีดขวางทางกายภาพเช่น เนินเขา หรือ ภูเขา
มาก
2. ส่วนโค้งของผิวโลก
มาก
3. สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ เช่น อาคาร หรือตึกสูงต่างๆ
มาก
4. ต้นไม้
น้อยถึงปานกลาง
นอกจากจะมี Line of sight แล้วสิ่งที่เข้ามามีผลกระทบอีกอย่างที่ต้องพิจารณาถึงด้วยคือ ปรากฎการ Fresnel effect ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อสิ่งบทบังต่างๆ เช่น ยอดเขา ยอดต้นไม้หรือยอดอาคาร อยู่ใกล้กับเส้นทางของคลื่น ( Radio line of sight ) มากเกินไป จนก่อให้เกิดปัญหากับการสื่อสารได้ ถึงแม้สิ่งกีดขวางนั้นจะไม่ได้บังเส้นทางของคลื่นโดยตรงก็ตาม
Fresnal zone คือพื้นที่รูปไข่ที่อยู่รอบๆ Radio line of signt โดยขนาดของมันจะขึ้นอยู่กับระยะห่างของสถานีต้นทางที่ส่งคลื่นออกมา และความถีของคลื่นนั้นๆ



จากรูปจะเห็นได้ว่า มีสิ่งที่มีลักษณะใหญ่และมีความหนาแน่น มาบดบังในเขตของ Fresnel zone ซึ่งสถานะการแบบนี้จะทําคลื่นบางส่วนที่ถูกบดบัง เดินทางไปถึงปลายทางช้ากว่าส่วนอื่นๆ เล็กน้อย จนทําให้้เกิดการผิดเฟสกับคลื่นที่มาก่อนหน้า ( Radio line of sight) ส่งผลให้ความแรงของคลื่นลดลง หรืออาจจะหักล้างกันจนหายไปเลยก็เป็นได้ ถ้าความแรงของสัญญาณที่ผิดเฟสนั้นมีความแรงพอ ในกรณีที่สิ่งที่เข้ามาบดบังในเขตของ Fresnal zone เป็นสื่งที่มีความหนาแน่นตำเช่น ต้นไม้ ก็อาจส่งผลแค่ทําให้ความแรงของสัญญาณลดลงเท่านั้น
จากปัญหาข้างต้น ก็หมายความว่าถึงแม้จะมี Line of sight แล้วก็ตามอาจยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ คุณภาพของการสื่อสารไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น



แนวทางการแก้ปัญหาไม่มี Line of sight และการมีสิ่งบดบัง Fresnel zone

1. เพิ่มความสูงของเสาอากาศให้มากขึ้น โดยอาจต่อความสูงของทาวเวอร์ หรือเลื่อนความสูงของเสาอากาศ
2. หาสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ติดตั้งเสาอากาศใหม่ ให้มีความสูงมากขึ้นกว่าเดิม
3.เปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้ติดตั้งเสาอากาศทั้งสองด้าน ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกบดบังน้อยที่สุด
4. เปลี่ยนประเภทของเสาอากาศที่มี Beam เล็กลงเพื่อลดขนาดของFresnel zone
5. ตัดต้นไม้หรือปลายยอดของต้นไม้ที่บดบังเส้นทางการสื่อสาร


----------------------


WiMAX

WiMAX : Worldwide Interoperability for Microwave Access


ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 และได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16d ให้รองรับการทำงานแบบจุดต่อจุด ขึ้นโดยได้เผยแพร่เอกสารมาตรฐานฉบับสมบูรณ์เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (IEEE: Institute of Electrical and Electronics Engineers) ในช่วงแรกมาตรฐาน IEEE802.16 ได้ออกแบบให้ส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุด(Point-to-Point) จึงทำให้ส่งข้อมูลได้ระยะไกลส่งข้อมูลได้ระยะห่าง 30 ไมล์ (ประมาณ 50 กิโลเมตร) ด้วยอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps)
จากความต้องการใช้งานบอร์ดแบนด์ไร้สายในขณะเคลื่อนที่ทำให้สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผู้กำหนดมาตรฐาน IEEE802.16 ทำการศึกษาและพัฒนามาตรฐาน IEEE802.16 ให้รองรับการใช้งานแบบเคลื่อนที่โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า IEEE 802.16e มาตรฐานใหม่นี้มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ Non-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง (ต้นไม้ อาคาร) ได้เป็นอย่างดี มาตรฐาน IEEE 802.16e นี้ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ระหว่าง 2-11 จิกะเฮิรตซ์(GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE802 ชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
จากจุดเด่นข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถสนองความต้องการของการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ที่ห่างไกลที่สายเคเบิลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากไม่ต้องลงทุนขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น วายแมกซ์ ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานภาพ (video) งานเสียง (voice) และข้อมูล (data) ภายใต้เทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายไร้สายชื่อว่า OFDMA อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้รับอนุญาต (authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่ายและข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบนมาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ความสามารถในการขยายระบบ
วายแมกซ์ มีความสามารถในเรื่องการรองรับการใช้งานแบนด์วิดท์ ช่องสัญญาณ สำหรับการสื่อสารได้ด้วยความยืดหยุ่น โดยสามารถปรับให้สอดคล้องกับแผนการติดตั้งเซลล์ในย่านความถี่ที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือย่านความถี่ที่ได้รับการยกเว้นค่าลิขสิทธิ์ทั่วโลก เช่น โอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการนั้นได้รับความถี่ 20 MHz ก็สามารถที่จะทำการแบ่งคลื่นความถี่นี้ออกเป็น 2 ส่วน โดยแต่ละส่วนนั้นจะอยู่ที่ 10 MHz หรือจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนๆ ละ 5 MHz ก็ได้ ทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถบริหารจัดการแต่ละส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเพิ่มเติมผู้ใช้งานในแต่ละส่วนได้อีกด้วย
การจัดลำดับความสำคัญของงานบริการ (QoS - Quality of Service) สำหรับระบบเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน วายแมกซ์ มีคุณสมบัติด้าน QoS ที่รองรับการทำงานของบริการสัญญาณเสียงและสัญญาณวิดีโอ
ระบบรักษาความปลอดภัย
โดยคุณสมบัติของการรักษาความลับของข้อมูลและการเข้ารหัสข้อมูล ในมาตรฐาน วายแมกซ์ จะช่วยให้การสื่อสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังมีระบบตรวจสอบสิทธิการใช้งานและมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลในตัวด้วย
สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายมาตรฐาน วายแมกซ์ นั้น มีองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งจากบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อร่วมกันพัฒนาและกำหนดมาตรฐานกลางของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงมาตรฐาน IEEE 802.16 รวมถึงการทำหน้าที่ทดสอบและออกใบรับรองให้แก่อุปกรณืที่ใช้มาตรฐานไร้สายระบบใหม่ ทั้งนี้มาตรฐาน IEEE 802.16 จะถูกเรียกกันทั่วไปว่า วายแมกซ์ เช่นเดียวกับมาตรฐาน IEEE 802.11 ที่รู้จักกันในชื่อ Wi-Fi
-----------------------------------
      ในยุคแรกของการนำเอาเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายมาใช้งานนั้นมักจะมุ่งเน้น ไป ที่การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ซึ่งเชื่อมโยงระบบเครือข่ายภายในอาคาร 2 แห่งเข้าด้วยกันเพื่อให้ติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งต่อมาการใช้งานรูปแบบนี้มีข้อจำกัด จึงได้มีการพัฒนาการเชื่อมต่อในอีกรูปแบบหนึ่งขึ้น โดยเป็นการเชื่อมต่อแบบจุดหนึ่งไปหลาย ๆ จุดได้ (Point-to-Multipoint) ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สามารถให้บริการ ที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการได้กว้างขึ้น ซึ่งในแง่ของธุรกิจแล้วนั้นให้ความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่า ดังนั้นระบบบรอดแบนด์ไร้สายจึงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ให้บริการ สามารถขยายพื้นที่ในการให้บริการบรอดแบนด์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังใช้งบประมาณในการลงทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการติดตั้งระบบ บรอดแบนด์แบบใช้สายอย่างโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ต้องมีการลากสายและติดตั้ง ท่อร้อยสายใต้ดินรวมถึงจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้ในการใช้บริการ บรอดแบนด์ความเร็วสูงในราคาประหยัดอีกด้วย
      สำหรับการเติบโตของบรอดแบนด์ทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียนั้นได้มีการ เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะยัง คงเติบต่ออย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการการสื่อสารข้อมูลที่มีความเร็วสูงมากกว่า แต่เทคโนโลยีเก่าอย่าง Dial-Up ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานและสื่อแบบมัลติมีเดียที่เป็นการ สื่อสารทั้งสัญญาณภาพ เสียงและข้อมูลได้ ดังนั้นจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายกลาย เป็นทางเลือกใหม่ที่ลงทุนต่ำและเป็นเทคโนโลยีซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน การให้บริการได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นส่วนขยายของบริการฮอตสปอทหรือการบ ริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงไปยังจุดซึ่งโครงข่ายใยแก้วนำแสงไม่ได้ครอบคลุม ถึงตลอดจนเป็นส่วนขยายไปยังผู้ใช้ ปลายทางหรือที่เรียกว่า Last Mile ของเทคโนโลยีแบบมีสายอื่นๆ
WiMAX คืออะไร ?
      WiMAX เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ โดย WiMAX เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งมาก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้การอนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งมีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMAX สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว
      โดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMAX มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบNon-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMAX สามารถช่วยให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.16a นี้ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ระหว่าง 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
      จากจุดเด่นของการทำงานของ WiMAX ข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการของการเชื่อมต่อเครือข่ายอิน เทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้วได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุน ขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น WiMAX หรือบรอดแบนด์ไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้ ้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้ การใช้งานภาพ (video) หรือการใช้งานเสียง (voice) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของเครือข่ายมากอย่างเก่า (low-latency network) อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (privacy) ซึ่งต้องได้รับอนุญาต (authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบน มาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถนำ WiMAX ไปประยุกต์เพื่อลดช่องว่างของ เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีเข้าไปไม่ถึง ตลอดจนสนองความต้องการ การใช้งานบรอดแบนด์ในเมืองที่มีพื้นที่แออัดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการติดตั้งเครือข่ายในแบบวางสายสัญญาณที่ใช้ งานกันอยู่
เปรียบเทียบเทคโนโลยีไร้สายในแบบต่างๆ
      สำหรับมาตรฐานของเทคโนโลยี WiMAX ที่มีการพัฒนาขึ้นมาในขณะนี้นั้น มีดังต่อไปนี้
  • IEEE 802.16 เป็นมาตรฐานที่ให้ระยะทางการเชื่อมโยง 1.6 – 4.8 กิโลเมตร เป็นมาตรฐานเดียวที่สนับสนุน LoS (Line of Sight) โดยมีการใช้งานในช่วงความถี่ที่สูงมากคือ 10-66 กิกะเฮิรตซ์ (GHz)
  • IEEE 802.16a เป็นมาตรฐานที่แก้ไขปรับปรุงจาก IEEE 802.16 เดิม โดยใช้งานที่ความถี่ 2-11 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ได้รับการแก้ไข จากมาตรฐาน 802.16 เดิมคือคุณสมบัติการรองรับการทำงานแบบที่ไม่อยู่ในระดับสายตา ( NLoS – Non-Line-of-Sight) ทั้งยังมีคุณสมบัติการทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง อาทิ เช่น ต้นไม้, อาคาร ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้สามารถขยายระบบเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย ความเร็วสูงได้อย่างกว้างขวางด้วยรัศมีทำการที่ไกลถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด ถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อการใช้งานระบบเครือข่ายของบริษัทที่ ใช้สายประเภท ที1 (T1-type) กว่า 60 รายและการเชื่อมต่อแบบ DSL ตามบ้าน เรือนที่พักอาศัยอีกหลายร้อยครัวเรือนได้พร้อมกันโดยไม่เกิดปัญหาในการใช้ งาน
  • IEEE 802.16e เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาให้สนับสนุนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพาประเภทต่างๆ เช่น อุปกรณ์พีดีเอ โน้ตบุ๊ก เป็นต้น โดยให้รัศมีทำงานที่ 1.6 – 4.8 กิโลเมตร มีระบบที่ช่วยช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสาร ที่ดีและมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้ว่ามีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม

แผนภาพระบบ WiMAX
ระบบเครือข่าย WiMAX
      โครงสร้างของเครือข่าย ไวซ์แม็ก (WiMAX) ประกอบด้วย
      1. สถานีฐาน (Base Station : BSS) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ทั้งหมดใน Cell Site และเชื่อมต่อกับ Wired Internet Backbone
      2. สถานีลูกข่าย ( Subscriber Station : SS) ทำหน้าที่ติดต่อกับสถานีส่ง โดยผ่านอุปกรณ์ลูกข่ายที่เรียกว่า CPE (Customer Premises Equipment) เป็นเสมือนเป็น Hub ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับและส่งข้อมูลกำลังสูงเพื่อให้ติดต่อระยะไกลได้
      จากองค์ประกอบเครือข่าย WiMAX ข้างต้น จะเห็นว่าไม่มีความซับซ้อนดังเช่น ในกรณีของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยสถานีฐาน WiMAX แต่ละแห่งมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้สมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งสามารถบันทึกข้อมูลในการใช้งาน และคำนวณหาเส้นทางในการับส่งข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของ IP(Internet Protocol) ได้โดยตรง สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่าย WiMAX เข้าหากันทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการเช่าเครือข่าย IP เพื่อเชื่อมต่อสถานีฐานเข้าด้วยกัน หรือแม้กระทั่งใช้สถานีฐาน WiMAX ด้วยกันทำการรับส่งสัญญาณแบบ LOS นอกจากนั้นในกรณีที่ผู้ให้บริการเครือข่าย WiMAX มีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของตนเองอยู่แล้วก็สามารถใช้ประโยชน์จาก วงจรสื่อสัญญาณที่เชื่อมต่ออุปกรณ์เครือ ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังกล่าว
รูปแบบการเชื่อมต่อของ WiMAX
      1. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ PTP (Point to Point) เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างสถานีฐานกับลูกข่าย
      2. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ PMP ( Point to Multipoint) เป็นการเชื่อมระหว่างสถานีฐานกับหลายๆ สถานีลูกข่ายพร้อมกัน
      3. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Mesh Topology เป็นการเชื่อมในแบบในลักษณะใยแมงมุม โดยสถานีฐานติดต่อกับสถานีฐานได้โดยตรง สถานีฐานติดต่อกับลูกข่ายได้ ลูกข่ายยังสามารถติดต่อกันได้เองด้วย ดังนั้น WiMAX จึงเป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่มีอัตราความเร็วสูง และคุณลักษณะที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพี้นที่ในการให้บริการ จากจุดเด่นของการทำงานของ WiMAX ในข้างต้น ทำให้ WiMAX สามารถตอบสนองความต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกและประหยัดในการขยายเครือข่าย ดังกล่าว คือไม่ต้องลงทุนขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิ้ลใยแก้ว ซึ่งเทคโนโลยี WiMAX ทำให้ช่วยรองรับและสนับสนุนการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ที่ห่างไกลในชนบท โดยเมื่อสิ้นสุดเครือข่ายโทรคมนาคมพี้นฐาน โทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ ADSL ก็จะใช้ WiMAX กระจายเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายที่อยู่ห่างไกลได้
      ในสัปดาห์นี้เราจะจบกันที่หัวข้อนี้ แล้วไปต่อกันในสัปดาห์หน้าโดยจะพูดถึงหัวข้อการทำงานและความสามารถของ WiMAX, ประโยชน์ของ WiMAX, จุดอ่อนของ WiMAX, อนาคตของ WiMAX และอื่นๆ

CAMEL

CAMEL : Customised Application for Mobile network Enhanced Logic

CAMEL (Customised Application for Mobile network Enhanced Logic) เป็นขีดความสามารถใหม่ๆที่ได้รับการเพิ่มขึ้นเพื่อศักยภาพในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสำหรับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ความเร็วสูง หรือการเสริมความสามารถให้กับเทคโนโลยีเครือข่ายอัจฉริยะ IN : Intelligent Network

Credit : http://digi.library.tu.ac.th/thesis/it/0615/03CHAPTER2.pdf

-----------------------------


(IN) ในเครือข่าย GSM ที่ช่วยให้ผู้ใช้ในการดำเนินการให้บริการส่วนบุคคลกับพวกเขาเมื่อโรมมิ่งในเครือข่ายอื่น ๆ ที่สนับสนุน CAMEL

เป็นชุดของมาตรฐานการออกแบบให้ทำงานได้ทั้งเครือข่ายหลักเครือข่าย GSM หรือ UMTS พวกเขาช่วยให้ผู้ประกอบการในการกำหนดบริการที่เหนือกว่าและบริการมาตรฐาน GSM / UMTS บริการสถาปัตยกรรม CAMEL จะขึ้นอยู่กับเครือข่ายอัจฉริยะ (IN) มาตรฐานและใช้โปรโตคอล CAP

บริการจำนวนมากสามารถสร้างขึ้นโดยใช้ (CAMEL) และจะมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอนุญาตให้บริการเหล่านี้จะถูกนำเสนอเมื่อสมาชิกมีการโรมมิ่งเช่นตัวอย่างเช่นโทรออกไม่มีคำนำหน้า (จำนวนหน้าปัดผู้ใช้จะเหมือนกันไม่ว่าประเทศ ที่โทรจะถูกวาง) หรือการเข้าถึงข้อความ MMS ที่ไร้รอยต่อจากต่างประเทศ

Credit : http://en.wikipedia.org/wiki/CAMEL

3.24.2558

RCS

RCS : Rich Communication Suite

   การสร้างบริการแบบครบวงจรการสื่อสารจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานมีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของ IP Multimedia Subsystem (IMS) การร่วมมือกับ Address Book, เสียง, วิดีโอ, แชท, ฯลฯ ที่จะเป็นไปได้ บริการที่สำคัญ ทั้งวิดีโอและภาพที่ใช้ร่วมกันใน 'Rich call', ข้อมูล เรียลไทม์ จากข้อมูลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ใน “Rich address book” เลือกบุคคลหรือกลุ่มจาก address book และการถ่ายโอนไฟล์ใน ‘Rich messaging’ ฯลฯ

ไฟล์มัลติมีเดีย (รูปภาพ , ไฟล์วิดีโอ) สามารถใช้ร่วมกันในระหว่างการสนทนา ตัวอย่างเช่นใน ระหว่างการสนทนา ภาพสามารถถ่ายโดยกล้องโทรศัพท์และส่งไปยังด้านอื่น ๆ ในเวลาเดียวกัน

Credit : http://standard1.nbtc.go.th/getattachment/daf00528

---------------------------------

        เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่นอกเหนือจากเสียงและ SMS ให้ผู้บริโภคที่มีการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีหรือการสนทนาวิดีโอสดและการแบ่งปันไฟล์ - ในอุปกรณ์ใน เครือข่าย RCS ใด ๆ เครื่องหมายการเปลี่ยนแปลงของการส่งข้อความและความสามารถด้านเสียงจากCS 2G/3G เทคโนโลยีใหม่ IP ทั้งหมด - และเป็นการใช้ระบบเหมือนกัน IMS และยกระดับความสามารถเดียวกัน IMS เป็น VoLTE และ Video call over LTE

Credit : http://www.gsma.com/network2020/rcs/
Credit : https://www.topdoggraphics.com/OtherSites/GSMA_RCS/chapter-1/ch1-p1.html

--------------------------------


แอคซิชั่นจัดเก็บข้อมูล RCS บนระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถนำเสนอบริการรับ-ส่งข้อความที่หลากหลายได้โดยไม่ต้องติดตั้ง IMS Core

วันที่ 27 ก.พ. 2556 

รีดดิ้ง, อังกฤษ--26 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
แอคซิชั่น (Acision) ผู้นำระดับโลกด้านการรับ-ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ประกาศเปิดให้บริการ Rich Communication Suite (RCS) ชั้นนำของบริษัท ซึ่งเป็นโซลูชั่นบน Acision Cloud ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อเดือนตุลาคม 2554 และเป็นโมเดลที่ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามารถตอบโจทย์ด้านพัฒนาการทางเทคโนโลยีและความชื่นชอบของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุน ด้วยความสามารถในการเข้าถึงและนำเสนอบริการใหม่ที่หลากหลายให้กับลูกค้าในขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพในการทำกำไรได้ในระดับสูงสุด การนำเสนอ RCS บนระบบคลาวด์ของแอคซิชั่นช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเปิดตัว Rich Messaging ได้อย่างรวดเร็วและด้วยต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้ง MIS Core ซึ่งนับตั้งแต่การเริ่มต้นในปี 2555 RCS ได้ถูกนำเสนอให้เป็นแพลตฟอร์มการให้บริการแบบครบวงจรที่สำคัญของแอคซิชั่นในชื่อ Acision Broadband Messaging Service Center (BMSC)
ในปัจจุบัน ซึ่งมีการพุ่งเป้าความสนใจไปที่ไอพีนั้น การเปิดตัวในตลาดและการเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลกกำลังลงทุนไปกับบริการที่หลากหลายและดีกว่าเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น IP Multimedia Subsystem (IMS) ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีโครงสร้างที่ซับซ้อนในการติดตั้ง และด้วยการนำเสนอให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงโซลูชั่น RCS บนระบบคลาวด์ของแอคซิชั่นได้อย่างสะดวก ผู้ให้บริการสามารถเปิดตัวบริการที่หลากหลายในตลาดได้เร็วขึ้นด้วยการเชื่อมต่ออย่างง่ายดายและยืดหยุ่น ดังต่อไปนี้:
- RCS5 ซึ่งครอบคลุมการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย SMS และ MMS
- การผนึกรวมสังคมออนไลน์
- การกระตุ้นการให้บริการลูกค้า
- API แบบเปิดสำหรับคอนเทนท์และบริการสำหรับองค์กร
ทั้งหมดเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำหรับการสร้างรายได้ใหม่ๆผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของผู้บริโภคและแอพพลิเคชั่นขององค์กร
"แอคซิชั่นนำเสนอทางเลือกและโมเดลธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นสูงบน RCS สำหรับผู้ให้บริการที่ต้องการการนำเสนอภายในเครือข่าย เราสามารถติดตั้งฮาร์ดแวร์อิสระสำหรับโซลูชั่น RCS บนฮาร์ดแวร์ลูกค้าที่ทำเพื่อระบบนี้โดยเฉพาะ หรือบนคลาวด์ส่วนตัวของผู้ให้บริการ สำหรับผู้ให้บริการที่ต้องการเปิดตัวในตลาดโดยใช้เวลาและการลงทุนน้อยที่สุด รวมทั้งให้บริการ RCD ได้โดยที่ไม่ต้องติดตั้ง IMS Core เราสามารถนำเสนอ RCS ในฐานะบริการจากระบบคลาวด์ของแอคซิชั่น ซึ่งเป็นทางเลือกที่รวดเร็ว ง่าย และประหยัดต้นทุนในการนำเสนอ RCS โดยที่ไม่ต้องเพิ่มระบบ IMS ที่ซับซ้อน” จอร์เกน นิลส์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอคซิชั่นกล่าว "การพัฒนาโซลูชั่นเสมือนจริงของเราช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงและติดตั้งบริการล่าสุดที่มีความหลากหลาย ตลอดทั้งขยายบริการได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนในการติดตั้งสูง อีกทั้งยังช่วยให้มีธุรกิจขยายตัวอย่างทั่วถึงทั้งกลุ่มผู้ให้บริการและพันธมิตร RCS บนระบบคลาวด์เพิ่มศักยภาพในการนำเสนอบริการรับส่งข้อความผ่านไอพีในปี 2556 ได้อย่างรวดเร็ว จากความเชี่ยวชาญกว่า 20 ปีของเราในเรื่องการรับ-ส่งข้อความและพัฒนาการของระบบการรับ-ส่งข้อความ”
ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงโซลูชั่น RCS หรือการนำเสนอผ่านระบบเสมือนจริงของแอคซิชั่นจากเกือบทุกที่ทั่วโลกได้แล้ววันนี้ ศูนย์ข้อมูลของแอคซิชั่นจะนำเสนอการเชื่อมต่อที่สามารถขยายขนาดและการเชื่อมต่อที่ไว้ใจได้ไม่ว่าจะเป็นไซท์ภายในประเทศและต่างประเทศได้หลายแห่งพร้อมกันผ่านโครงข่ายไฟเบอร์และเคเบิ้ลใต้น้ำ ทั้งนี้เพื่อที่จะรับประกันว่า ผู้ให้บริการสามารถใช้ข้อได้เปรียบจาการสร้างรายได้ได้อย่างง่ายดายจากบริการรับ-ส่งข้อความที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนและแบนด์วิธ นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลยังสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงที่มาพร้อมกับ KPI และบริการรายงานแบบครบวงจรที่ชาญฉลาดของแอคซิชั่น เพื่อทดสอบและประเมินผลบริการที่นำเสนอบนระบบคลาวด์
หมายเหตุบรรณาธิการ
เกี่ยวกับ แอคซิชั่น
แอคซิชั่น บริษัทผู้นำระดับโลกด้านบริการรับ-ส่งข้อความผ่านมือถือ ให้บริการรับ-ส่งข้อความแบบไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพทั่วโลก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ และบริษัทต่างๆทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอคซิชั่น กรุณาเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.acision.com
เกี่ยวกับศูนย์บริการรับ-ส่งข้อความบรอดแบนด์ของแอคซิชั่น
ศูนย์บริการรับ-ส่งข้อความบรอดแบนด์ของแอคซิชั่น (BMSC) เป็นแพลตฟอร์มรับ-ส่งข้อความที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผสมผสานความสามารถในการรับ-ส่งข้อความในปัจจุบันเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้บริการติดต่อสื่อสารที่ใช้งานง่ายอย่างเต็มรูปแบบผ่านวิธีการที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น BMSC ของแอคซิชั่น ซึ่งทำงานร่วมกับทุกเครือข่ายตั้งแต่ 2G ไปจนถึง LTE ให้บริการรับ-ส่งข้อความเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย SMS, MMS, ข้อความเสียง และบริการภายใต้ RCS ของ GSMA เช่น อินสแตนท์เมสเสจจิ้ง, การสนทนาแบบกลุ่ม, การส่งไฟล์ข้อมูล และการแบ่งปันวิดีโอ
ในฐานะที่เป็นมูลค่าเสริมที่โดดเด่นให้แก่ผู้ให้บริการ BMSC ของแอคซิชั่นจึงทำงานภายใต้มาตรฐาน RCS โดยให้การบริการรับส่งข้อความที่เหมาะสมแก่ผู้ใช้งาน ได้แก่
- บุคคลที่ 3 และกิจการต่างๆจะได้รับผลประโยชน์จากบริการรับส่งข้อความที่ครบครันซึ่งใช้ความสามารถของ RCS ในการเพิ่มประสิทธิภาพบริการ SMS / MMS ดังเช่นที่เรารู้จักกันทุกวันนี้
- เพิ่มมูลค่าบริการส่วนบุคคล (การโต้ตอบอัตโนมัติ, การคัดลอกส่งต่อ, การควบคุม) ที่ใช้งานร่วมกับ SMS, MMS และ RCS
- ทำงานร่วมกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค และแอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความผ่านทางอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือได้อย่างราบรื่น
แหล่งข่าว: แอคซิชั่น

Credit : http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=44358

----------------------------------


Introduction to RCS


Market Opportunity Rich Communications Suite RCS) - Reports Corner