2.16.2558

IMS

IMS : IP Multimedia subsystem

IMS (IP Multimedia Subsystem) จุดศูนย์รวมมัลติมีเดียแห่งเครือข่าย
โดย บุญชัย ศรีพลแผ้ว
สวัสดีครับ สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับมาตรฐานหนึ่งที่จะช่วยทำให้ความผันด้าน Fixed Mobile Convergence เป็นจริงยิ่งขึ้น นั่นก็คือ IMS (IP Multimedia Subsystem) นั่นเอง
จากความนิยมในโปรโตคอล IP ที่ถือกำเนิดจากอินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันเน้นการสื่อสารด้วยโปรโตคอล IP กันมากขึ้น และทำให้เกิดความคิดที่จะรวบรวมบริการต่าง ๆ ทั้งของเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายมีสายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าของเครือข่ายทั้งสองชนิดจะเข้ามาใช้ได้ นั่นก็คือ คอนเซ็ปต์ของ FMC (Fixed Mobile Convergence) นั่นเอง
นอกจากนี้จากเดิมที่การสื่อสารในแต่ละเครือข่ายจะเน้นเฉพาะการสื่อสารด้วยเสียงแต่เพียงอย่างเดียว เช่น เครือข่ายโทรศัพท์ต่าง ๆ ก็ได้มีความนิยมในการสื่อสารที่ไม่ใช่เสียง (Non-voice) กันมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต่าง ๆ ได้ปรับตัวเพื่อให้บริการแบบ Non-voice นี้กันอย่างมาก และนับเป็นทิศทางก้าวไปข้างหน้าของการสื่อสารยุคต่อไป
ด้วยสาเหตุทั้งสองประการข้างต้นนี่เอง จึงทำให้ 3GPP ได้ทำการพัฒนาระบบ IMS ขึ้นในปี 1999 เพื่อให้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่าง ๆ ไปยังบริการแบบมัลติมีเดีย เพื่อให้เครือข่ายต่าง ๆ สามารถที่จะใช้งานบริการมัลติมีเดียได้โดยที่ไม่ต้องดัดแปลงใด ๆ โดยมี IMS เป็นตัวกลางให้นั่นเอง
และจากการที่พัฒนาโดย 3GPP แรกเริ่มเดิมทีของ IMS นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริการแก่ระบบเครือข่าย GSM/UMTS ในการใช้บริการมัลติมีเดียต่าง ๆ และกำหนดให้เฉพาะการใช้งานจากเครือข่ายแบบ GPRS เป็นพื้นฐาน แต่ต่อมาได้พัฒนาจนกระทั่งครอบคลุมเครือข่ายอื่น ๆ เช่น CDMA, WLAN และเครือข่ายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งทำให้ความฝันของ FMC เป็นจริงขึ้นมาได้

ทำไมต้อง IMS?

IMS ได้ถือกำเนิดมาไม่ใช่เพื่อที่จะกำหนดมาตรฐานให้กับบริการต่าง ๆ ที่จะมาใช้งานกับเครือข่าย แต่หากจะให้ IMS นั้นเป็นตัวกลางในการใช้งานบริการต่าง ๆ จากเครือข่ายต่าง ๆ ดังนั้นจึงต้องมีการแยกบริการออกจากเครือข่าย หรือแยก Access Layer ออกจาก Service Layer นั่นเอง โดยที่จะใช้ IMS เป็นตัวกั้นกลางและประสานเลเยอร์ทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน และด้วยความที่ IMS เป็นเพียงผู้ประสาน แต่ไม่ได้ไปกำหนดมาตรฐานนั่นเอง จึงทำให้ขึ้นอยู่กับความต้องการหลาย ๆ ด้าน และทำให้ในช่วงแรกนั้นไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะว่าจะต้องใช้ประสบการณ์หลาย ๆ ด้าน อีกทั้งบริการที่มีในตอนนั้นก็ยังไม่มากพอ จึงทำให้หลักการรวมบริการเข้าด้วยกันไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

ข้อดีของการใช้งาน IMS

  • เป็นระบบรวมมัลติมีเดียเข้าด้วยกัน จึงทำให้เราสามารถที่จะควบคุมจัดการบริการต่าง ๆ ทั้งหมดได้จากจุดเดียว ทั้งการควบคุมบริการต่าง ๆ แก่ยูสเซอร์ การกำหนด Policy การกำหนด QoS เป็นต้น
  • เป็นระบบที่ทำให้คอนเซ็ปต์ของ FMC ที่ไม่ว่าจะอยู่ในเครือข่ายมีสายหรือเครือข่ายไร้สายก็ตาม เราก็ยังสามารถใช้บริการเดียวกันได้นั้นเป็นจริงขึ้นมา อีกทั้งเป็นระบบที่ทำให้บริการจากเครือข่าย IP สามารถที่จะใช้งานได้จากทุกเครือข่ายเป็นไปได้
  • สามารถที่จะทำ Roaming Agreement ได้กับเครือข่ายอื่น ๆ ทำให้การเคลื่อนย้ายไปใช้งานยังเครือข่ายต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งกับผู้ให้บริการในต่างประเทศนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถที่จะพัฒนาบริการใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว เพราะไม่อิงกับเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งอีกต่อไป และไม่จำกัดว่าจะต้องใช้บริการสำหรับเครือข่ายชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถที่่จะใช้เครือข่ายใดก็ได้ในการใช้งาน

รู้จักกับ IMS เพิ่มขึ้นอีกสักนิด

จากความต้องการในการพัฒนามาตรฐานนี้ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงได้พัฒนามาตรฐานนี้จากมาตรฐานต่าง ๆ ของ IETF ซึ่งมีพื้นฐานจากมาตรฐาน IP จึงทำให้โปรโตคอลภายใน IMS แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ
1. Session Control Protocol
    สำหรับโปรโตคอลกลุ่มนี้นั้น IMS ได้เลือกใช้โปรโตคอล SIP (Session Initiation Protocol) ที่กำหนดโดย IETF และมีพื้นฐานมาจากโปรโตคอล IP ซึ่งมีความแพร่หลายและง่ายการใช้งาน ซึ่งจะใช้งานโปรโตคอล SIP กับงานสัญญาณควบคุมต่าง ๆ ในระบบ IMS นั้น

2. โปรโตคอลในกลุ่ม AAA
    โปรโตคอลที่อยู่ในกลุ่มนี้จะเน้นไปที่งาน Authorization, Authentication and Accounting ตามชื่อเรียก สำหรับโปรโตคอลกลุ่มนี้ IMS เลือกใช้งานโปรโตคอลที่ชื่อว่า Diameter ที่พัฒนามาจากโปรโตคอล Radius เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้ใช้งานว่าเป็นยูสเซอร์จริงหรือไม่อย่างไร มีสิทธิ์ในการใช้งานอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นการติดต่อกับ HSS และ SLF เป็นส่วนใหญ่

    นอกจากโปรโตคอล 2 กลุ่มนี้แล้ว ยังมีโปรโตคอลอื่นที่มีการใช้งานบ้าง เช่น H.248 ที่ใช้งานกับอุปกรณ์ Media Gateway โปรโตคอล RTCP และ RTP สำหรับสัญญาณเรียลไทม์ เป็นต้น

สถาปัตยกรรมของ IMS

สำหรับ IMS เราสามารถที่จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ก็คือส่วนที่เป็น Access Network ซึ่งได้แก่เครือข่ายที่ยูสเซอร์ใช้งานอยู่ เช่น เครือข่ายมีสายอย่างโทรศัพท์บ้านที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน ADSL เครือข่ายไร้สายต่าง ๆ เช่น เครือข่ายไวไฟและเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันอย่างระบบ GSM และระบบ CDMS เป็นต้น
ส่วนอีกกลุ่มในสถาปัตยกรรมของ IMS ก็คือส่วน Core ของ IMS ซึ่งเป็นส่วนหลักของ IMS และทำหน้าที่ร่วมกันเป็นเครือข่ายหลักในการให้บริการ IP Multimedia ต่าง ๆ แก่เครือข่ายที่ยูสเซอร์ใช้งาน ส่วนนี้เราสามารถที่จะแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ดังนี้

รูปที่ 1 สถาปัตยกรรมของ IMS

         1. CSCF (Call / Session Control Function)
         2. User Database
         3. MRF (Media Resource Function)
         4. BGCF (Breakout Gateway Control Function)
         5. ชุด Media Gateway
         6. ส่วน Application Server

เราจะมาความรู้จักแต่ละส่วนกันอย่างย่อ ๆ เพื่อให้เข้าใจ IMS มากขึ้น

1. CSCF (Call / Session Control Function)
    เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุม Session การติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ภายใน IMS โดยที่จะใช้โปรโตคอล SIP เป็นหลัก เราสามารถที่จะแบ่งหน้าที่การทำงานของ CSCF ออกได้เป็น 3 ส่วนหลัก ๆ แต่อาจจะอยู่ในอุปกรณ์ชุดเดียวกันหรือแยกชุดกันก็ได้แล้วแต่การออกแบบ ซึ่ง 3 ส่วนที่ว่านั้นได้แก่

  • P-CSCF (Proxy CSCF) ชื่อนี้บอกค่อนข้างชัดเจนว่าเป็น Proxy ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน้าด่านในการติดต่อกับยูสเซอร์หรืออุปกรณ์ Subscriber จะทำหน้าที่ตรวจสอบทุก ๆ แมสเสจ (Message) ที่วิ่งผ่านมันไป และมีหน้าที่ในการตรวจสอบยูสเซอร์ที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นภายในเครือข่าย Home Network หรือเครือข่ายที่ยูสเซอร์ไป Roaming อยู่ก็ได้ โดยจะมีการกำหนด P-CSCF ให้ในครั้งแรกที่มีการ Register เข้ากับเครือข่ายผ่าน DHCP หรือผ่าน PDP Context ในกรณี GPRS และใช้งาน P-CSCF นั้นไปตลอดจนกระทั่งย้ายไปยังเครือข่ายอื่น
  • I-CSCF (Interrogating CSCF) จะทำหน้าที่ในการนำ SIP Message ไปยังปลายทาง โดยอาจจะเป็น Remote Server ที่ต้องการติดต่อกับยูสเซอร์ปลายทาง หรือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ IMS เช่นเดียวกันก็จะติดต่อผ่าน P-CSCF จากนั้น P-CSCF ก็จะนำแมสเสจนั้นส่งต่อมาที่ I-CSCF อีกทีหนึ่งเพื่อนำส่งไปยังปลายทาง ดังนั้น I-CSCF อาจอยู่ในเครือข่าย Roaming หรือในเครือข่าย Home Network ก็ได้
หลังจากที่ I-CSCF ไำด้รับแมสเสจแล้วจะนำมาตรวจสอบกับ SLF ว่าอุปกรณ์หรือยูสเซอร์รายนั้นขึ้นกับ HSS ใด แล้วจึงทำการตรวจสอบกับ HSS นั้นว่าขณะนั้นอุปกรณ์หรือยูสเซอร์นั้นอยู่ที่ใดเพื่อที่จะได้เชื่อมต่อ SIP Message นั้นไปยัง S-CSCF ที่ยูสเซอร์รายนั้นอยู่ โดยโปรโตคอลที่ใช้ในการตรวจสอบกับ SLF และ HSS นั้นจะใช้ Diameter ในการตรวจสอบ และเพื่อความปลอดภัย I-CSCF จะเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารกับ S-CSCF และ P-CSCF เพื่อไม่ให้มีใครดักจับข้อมูลไปได้
  • S-CSCF (Serving CSCF) จะอยู่ในเครือข่าย Home Network โดยที่จะมีหน้าที่เป็นตัวควบคุม SIP Control ของยูสเซอร์ในการใช้งานตัดสินใจเลือก Application Server ในการส่ง SIP Message นั้นต่อไป และควบคุม Policy ในการใช้งานของยูสเซอร์ ดังนั้นจึงต้องดาวน์โหลดข้อมูลยูสเซอร์มาจาก HSS โดยใช้โปรโตคอล Diameter เพื่อที่จะนำข้อมูลนั้นมาช่วยในการตัดสินใจการควบคุม SIP ของยูสเซอร์นั้น ๆ และเชื่อมโยง SIP Address นั้นเข้ากับ IP Address ของยูสเซอร์เพื่อให้มีการเชื่อมต่อได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
2. User Database
    ประกอบด้วย HSS (Home Subscriber Server) หรือ USPF (User Profile Server Function) และ SLF (Subscriber Location Function) โดย HSS จะทำหน้าที่เก็บโพรไฟล์ของยูสเซอร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบยูสเซอร์ด้วยการทำ Authentication and Authorization และเก็บตำแหน่งที่อยู่ของยูสเซอร์ว่าขณะนั้นอยู่ที่ใด ใน S-CSCF ใด ซึ่งหลักการจะคล้ายคลึงกับ HLR/AUC (Home Location Register and Authentication Center) ในระบบ GSM

    ในส่วนของ SLF (Subscriber Location Function) จะทำหน้าที่เชื่อมโยงยูสเซอร์เข้ากับ HSS ที่มีข้อมูลของยูสเซอร์รายนั้นอยู่เพื่อค้นหาว่ายูสเซอร์นั้นขึ้นกับ HSS ใด  HSS และ SLF นั้นจะทำการติดต่อสื่อสารด้วยโปรโตคอล Diameter ทั้งคู่
3. MRF (Media Resource Function)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานภายในเครือข่ายเท่านั้น โดยจะทำหน้าที่ให้บริการด้านมีเดียต่าง ๆ ภายใน เช่น Announcement ต่าง ๆ , การให้สัญญาณโทนเสียงต่าง ๆ , การเป็นตัวกลาง Telephone Conference รวมถึงการแปลงข้อมูลเสียงที่เข้ารหัสแบบหนึ่งให้เป็นรหัสเสียงอีกแบบหนึ่ง

    ส่วนประกอบของ MRF ได้แก่ MRFC (MRF Controller) ซึ่งจะเป็นตัวประมวลผลและติดต่อสื่อสารกับ S-CSCF ผ่าน MR Interface และ MRFP (MRF Processor) ที่จะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลสัญญาณเสียง โดยได้รับการควบคุมผ่าน H.248 จาก MRFC

4. BGCF (Breakout Gateway Control Function)
    ส่วนนี้เป็นส่วนเชื่อมโยงโครงข่ายยุคเก่าเข้ามา โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายยุคเก่าที่เป็นโทรศัพท์พื้นฐานหรือโครงข่ายที่ไม่มี IMS โดย BGCF จะได้รับการควบคุมจาก S-CSCF มาอีกทีหนึ่ง โดยจะวิเคราะห์เลขหมายปลายทางว่าเป็นเครือข่ายใดที่จะติดต่อด้วย และทำการเรียก MGCF เพื่อให้มีการแปลงการเข้ารหัสระบบ IP เป็น PCM ที่ใช้ในเครือข่ายยุคเก่าที่เป็นโทรศัพท์พื้นฐานและเชื่อมต่อกัน


5. Media Gateway    ในส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ในการติดต่อกับ PSTN Network ที่มีทั้งการเชื่อมต่อโดยใช้ Signaling แบบ CCS7 ที่มี ISUP และ MTP แทนการใช้งาน SIP บน IP ในเครือข่าย IMS และใช้ PCM แทนการใช้งาน RTP บนเครือข่าย IMS
    ในส่วนของ Media Gateway จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ก็คือ MGCF (Media Gateway Control Function) ที่ทำหน้าที่เป็นสมองหลักของส่วน Media Gateway จะคอยดูด้าน Signaling ในการติดต่อ ทำหน้าที่แปลงโปรโตคอล SIP ให้เป็น ISUP ภายในเครือข่าย PSTN
    ส่วนที่ 2 คือ SGW (Signaling Gateway) จะทำหน้าที่แปลงโปรโตคอลระดับล่าง ตัวอย่างเช่น SCTP (Stream Control Transmission Protocol) เป็น MTP ภายในเครือข่าย PSTN และดูแลทางด้าน Signaling เป็นหลัก
    ส่วนสุดท้ายก็คือ MGW (Media Gateway) ซึ่งเป็นส่วนที่ดูแลในด้านทราฟฟิก (Traffic) ที่จะแปลงจาก RTP เป็น PCM เพื่อให้สามารถที่จะทำการติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

6. Application Server    เป็นส่วนสุดท้ายที่จะให้บริการต่าง ๆ และเป็นส่วนที่จะแยกจากส่วน Access โดยมี IMS เป็นตัวแยกเพื่อให้ไม่ขึ้นกับเครือข่ายที่ยูสเซอร์ใช้งานแต่อย่างใด

ในครั้งนี้เรามาแนะนำ IMS ให้รู้จักอย่างสั้น ๆ กันก่อนครับ คราวหน้าเราจะมาทำความรู้จักอย่างลึกซึ้งกว่านี้ว่า IMS ทำงานอย่างไรในรายละเอียด โดยจะยกเป็นกรณี ๆ ตั้งแต่มีการเปิดเครื่อง ลงทะเบียน และใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ...สำหรับครั้งนี้ ขอบคุณครับ


Credit : http://www.mvt.co.th/viewarticle.php?cid=3&nid=128&page=2

----------------------------

เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริการจัดการต่าง ๆ ที่ใช้ IP (Internet Protocol) เป็นรูปแบบในการสื่อสารให้สามารถใช้งานบนเครือข่ายสื่อสารเดียวกันได้ (Convergence) เป็นเครือข่าย Multimedia รองรับการใช้บริการได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ข้อมูล และภาพในเวลาเดียวกันและบนอุปกรณ์ Terminal เดียวกัน สามารถใช้งานแบบ Triple Play (ภาพ เสียง ข้อมูล) ได้สมบูรณ์แบบ  ระบบยังถูกออกแบบให้สามารถใช้งานกับอุปกรณ์สื่อสารที่มีอยู่เดิมและโครงข่ายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มขนาดการใช้งานจากขนาดเล็กไปเป็นขนาดใหญ่ได้ (Scalable) มาตรฐาน IMS พัฒนาโดย 3GPP (3 rd Generation Partnership Project) และ IETF เป็นมาตรฐานที่สามารถทำให้โครงข่ายต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้และสามารถใช้งานบริการแบบ Multimedia ร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีโครงข่ายสื่อสารที่ต่างชนิดกัน ซึ่งมาตรฐาน IMS นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Next Generation Networks หรือ NGN

Credit : http://www.ircp.co.th/projects/A1-telecom/
Credit : http://www.slideshare.net/shubhabratamukherjee1/ims-architacture-nodes

----------------------------

IMS (IP Multimedia Subsystem) นั้นสามารถ map protocol ของ CS voice call ลงบน PS ได้ ทำให้การดีเลย์นั้น แทบจะไม่รู้สึก และไม่ต้องเปลือง Signaling ในการตัดต่อสัญญาณออกไปได้อีกด้วย โดยเจ้า IMS นี้ จะสามารถทำการ Anchoring call (เหมือนการ Handover ปกติ บน 2G/3G) ของเราบน LTE ลงไปบน CS Core Network ของ 2G/3G ได้เลย รวมถึงเวลาที่โทรศัพท์มือถือเคลื่อนออกจากพื้นที่ที่มีสัญญาณ LTE ก็จะทำการ Handover ลงไปยังระบบ 2G/3G ได้อย่างปกติอีกด้วย (ณ ปัจจุบัน ยังต้องพึ่งพา CSFB เพื่อลง 2G/3G ในการเริ่มต้น Voice Call อย่างเดียว Voice Call + Data ไม่สามารถอยู่บน LTE ได้)
*** จริงๆ IMS มีการเปิดตัวมาตั้งแต่สมัย Rel5 ที่เริ่มมี HSDPA แล้วแหละ เพียงแต่มันจะทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม กับ Voice Call บน LTE โดยเฉพาะ Feature ที่มีเพิ่มมาใน Rel10 เหมือนเป็นเทวดามาโปรดยังงัยยังงั้น

Credit : 
http://mahalarp.com/2012/05/29/voice-over-lte-voims-srvcc/
-----------------------------------

The concept of IMS



S-CSCF

S-CSCF : Serving Call Session Control Function

หน้าที่หลัก
1: การตรวจสอบการลงทะเบียนผู้ใช้งาน
2: การควบคุมเส้นทางเซสชัน (Normal, interworking โทรฉุกเฉิน)
3: ทริกเกอร์บริการ

ขั้นตอนการลงทะเบียน
(5) ตรวจสอบผู้ใช้และดาวน์โหลดข้อมูลผู้ใช้ จาก HSS
(6)การควบคุมเซสชั่นการโทรเรียกบริการ ส่งกลับไป I-CSCF
(7),(8) ตอบการลงทะเบียนสำเร็จกลับไปยัง UE

----------------------------

S-CSCF (Serving CSCF) จะอยู่ในเครือข่าย Home Network โดยที่จะมีหน้าที่เป็นตัวควบคุม SIP Control ของยูสเซอร์ในการใช้งานตัดสินใจเลือก Application Server ในการส่ง SIP Message นั้นต่อไป และควบคุม Policy ในการใช้งานของยูสเซอร์ ดังนั้นจึงต้องดาวน์โหลดข้อมูลยูสเซอร์มาจาก HSS โดยใช้โปรโตคอล Diameter เพื่อที่จะนำข้อมูลนั้นมาช่วยในการตัดสินใจการควบคุม SIP ของยูสเซอร์นั้น ๆ และเชื่อมโยง SIP Address นั้นเข้ากับ IP Address ของยูสเซอร์เพื่อให้มีการเชื่อมต่อได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


I-CSCF

I-CSCF : Interrogating Call Session Control Function



หน้าที่หลัก
1: รายการแรกที่เครือข่าย IMS ของผู้ให้บริการ
2: การกำหนด S-CSCF และการกำหนดเส้นทางเซสชั่น

ขั้นตอนการลงทะเบียน
(3) เลือก S-CSCF(มีหลายตัว) ในการลงทะเบียน โดยถามไปยัง HSS
(4) เมื่อรู้ว่าใช้ S-CSCF ตัวไหนก็ส่งต่อ

----------------------------

I-CSCF (Interrogating CSCF) จะทำหน้าที่ในการนำ SIP Message ไปยังปลายทาง โดยอาจจะเป็น Remote Server ที่ต้องการติดต่อกับยูสเซอร์ปลายทาง หรือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ IMS เช่นเดียวกันก็จะติดต่อผ่าน P-CSCF จากนั้น P-CSCF ก็จะนำแมสเสจนั้นส่งต่อมาที่ I-CSCF อีกทีหนึ่งเพื่อนำส่งไปยังปลายทาง ดังนั้น I-CSCF อาจอยู่ในเครือข่าย Roaming หรือในเครือข่าย Home Network ก็ได้
หลังจากที่ I-CSCF ไำด้รับแมสเสจแล้วจะนำมาตรวจสอบกับ SLF ว่าอุปกรณ์หรือยูสเซอร์รายนั้นขึ้นกับ HSS ใด แล้วจึงทำการตรวจสอบกับ HSS นั้นว่าขณะนั้นอุปกรณ์หรือยูสเซอร์นั้นอยู่ที่ใดเพื่อที่จะได้เชื่อมต่อ SIP Message นั้นไปยัง S-CSCF ที่ยูสเซอร์รายนั้นอยู่ โดยโปรโตคอลที่ใช้ในการตรวจสอบกับ SLF และ HSS นั้นจะใช้ Diameter ในการตรวจสอบ และเพื่อความปลอดภัย I-CSCF จะเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารกับ S-CSCF และ P-CSCF เพื่อไม่ให้มีใครดักจับข้อมูลไปได้

P-CSCF

P-CSCF : Proxy Call Session Control Function

หน้าที่หลัก

1: จุดติดต่อแรกกับเครือข่าย IMS ในโดเมนหลักหรือโดเมนที่ย้ายมา
2: ควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย
3: ควบคุมคุณภาพของสัญญาณ QoS ควบคุม NAT และการควบคุมการรักษาความปลอดภัย

ขั้นตอนการลงทะเบียน
จุดเชื่อมต่อระหว่างการลงทะเบียน  P-CSCF ในเครือข่าย Visited Network เมื่อ Subscriberอื่นที่เข้ามา Roaming ในระบบ

(1) เครือข่ายผู้โทร: ทำงานเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับการโทร เริ่มการลงทะเบียน (2)ส่งต่อไป I-CSCF

----------------------------

P-CSCF (Proxy CSCF) ชื่อนี้บอกค่อนข้างชัดเจนว่าเป็น Proxy ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน้าด่านในการติดต่อกับยูสเซอร์หรืออุปกรณ์ Subscriber จะทำหน้าที่ตรวจสอบทุก ๆ แมสเสจ (Message) ที่วิ่งผ่านมันไป และมีหน้าที่ในการตรวจสอบยูสเซอร์ที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นภายในเครือข่าย Home Network หรือเครือข่ายที่ยูสเซอร์ไป Roaming อยู่ก็ได้ โดยจะมีการกำหนด P-CSCF ให้ในครั้งแรกที่มีการ Register เข้ากับเครือข่ายผ่าน DHCP หรือผ่าน PDP Context ในกรณี GPRS และใช้งาน P-CSCF นั้นไปตลอดจนกระทั่งย้ายไปยังเครือข่ายอื่น

Credit : http://www.mvt.co.th/viewarticle.php?cid=3&nid=128&page=2

ATGW

ATGW : Access Transfer Gateway



ATGW ควบคุม Media Handover เป็นฟังก์ชั่นที่ระหว่างอุปกรณ์ในSBC คั่น IMS (P-CSCF, I-CSCF, S-CSCF) กับ SRVCC Inter works ที่จะให้ ระหว่างการโทรมีการข้ามเครือข่ายระหว่างPS-CS  ATGW กำหนดว่าจะส่งต่อสายปลายทางข้ามเครือข่ายผู้ให้บริการ และความสามารถข้ามในสถานี ในระหว่างการส่งสาย SRVCC, ATCF หรือ ATGW ส่งค่าเริ่มต้นโดย SRVCC IWF กับค่าเพื่อทำการเชื่อมต่อ, ค่าการปรับปรุงท่อการข้อมูลและการค่าเริ่มต้นการร้องขอส่งมอบให้กับ SCC AS ไปยังปลายทาง

2.14.2558

ATCF

ATCF : Access Transfer Control Function


ATCF ควบคุม Signaling Handover เป็นฟังก์ชั่นที่ระหว่างอุปกรณ์ในSBC คั่น IMS (P-CSCF, I-CSCF, S-CSCF) กับ SRVCC Inter works ที่จะให้ ระหว่างการโทรมีการข้ามเครือข่ายระหว่างPS-CS  ATCF กำหนดว่าจะส่งต่อสายข้ามเครือข่ายผู้ให้บริการ และความสามารถข้ามในสถานี ในระหว่างการส่งสาย SRVCC, ATCF หรือ ATGW ส่งค่าเริ่มต้นโดย SRVCC IWF กับค่าเพื่อทำการเชื่อมต่อ, ค่าการปรับปรุงท่อการข้อมูลและการค่าเริ่มต้นการร้องขอส่งมอบให้กับ SCC AS ไปยังปลายทาง

AMBR

AMBR : Aggregate Maximum Bit Rate


ข้อรวบรวมจำกัดอัตราความเร็วสูงสุดของการส่งข้อมูล ทั้ง Up link/Down link จะส่งข้อมูลไม่เกินความเร็วที่กำหนดไว้เพื่อไม่ให้รบการส่งของช่องสัญญาณอื่นๆ โดยที่กำหนดท่อการส่ง Default Bearer ตามระดับ QoS class identifier (QCI) เพื่อประกันคุณภาพของสัญญาณด้วย เป็นการจองช่องสัญญาณโดย MME เป็นตัวกำหนดค่ามาให้



POTS

POTS : Plain Old Telephone Service


POTS ย่อมาจาก Plain Old Telephone Service. แปลเป็นไทยคือ บริการโทรศัพท์แบบเก่า ส่วนมากเป็นโทรศัพท์สายแบบพื้นฐาน โทรศัพท์บ้าน ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์ในชุมสายที่เราใช้ติดต่อพูดคุยกันทุกวันนี้ ท่อการส่งจะถูกจำกัดไว้แค่ 3,400 รอบต่อวินาที เหตุผลหลักคือในการเดินสายสัญญาณมักจะต้องรวมกันเป็นจำนวนหลายๆคู่สาย และสัญญาณที่เราใช้พูดคุยกันเป็นสัญญาณแบบอนาลอกซึ่งมีการรบกวนข้ามคู่สายได้ง่าย ท่านอาจพบ เหตุการณ์ที่ได้ยินเสียงคนอื่นสนทนากันแทรกสาย เวลาเราพูดคุยกับคู่สนทนาของเรา แต่ในปัจจุบันระบบชุมสายได้เปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลเกือบหมดแล้วการรบกวนระหว่างสายก็ถูกกำจัดด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล การใช้ความเร็วจำกัดในคู่สายโทรศัพท์ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว

Credit : http://www.ine.co.th/services/adsl/dsl1_th.php

AGCF

AGCF : Access Gateway Control Function


เป็นอุปกรณ์ในกลุ่มของ IP Multimedia Subsystem (IMS) ที่จะส่งมอบในสัญญาของโทรศัพท์พวกFixed lineโทรศัพท์บ้าน ที่เป็น IP ทั้งหมด แล้วแปลงข้อมูลเพื่อส่งไปยังผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเครือข่ายอื่นๆได้ในขณะที่มีการส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์ต้องมีการรักษาความปลอดภัยและความต่อเนื่องของบริการ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการข้ามเครือข่าย IMS, ฟังก์ชั่นการควบคุมการเข้าถึง Gateway เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการวิวัฒนาการของเครือข่ายโทรคมนาคมอีกด้วย

การควบคุมการเข้าถึงเกตเวย์ฟังก์ชั่น (AGCF) ช่วยให้เครือข่าย IMS ที่จะสื่อสารกับการเข้าถึงเครือข่ายเป็นรูปแบบ SIP โดยไม่ต้องผ่าน MGW อีก

AGCF เป็นผลมาจากประสบการณ์การทำงานมากกว่าทศวรรษช่วยพัฒนาให้ผู้ให้บริการเอื้อต่อการสร้างเครือข่ายรุ่นต่อไป4Gและใช้ IMS ช่วยให้คุณสามารถโอนย้ายเครือข่าย 2G/3G เพื่อใช้งาน VoIP ได้

Credit : http://www.metaswitch.com/products/communications-infrastructure/ims-agcf

FE

FE : Front end

*เรียกกันง่าย ๆ ว่า หน้าบ้าน ซึ่งความหมายก็ตรงตัวจริง ๆ ครับ Front ends คือส่วนติดต่อผู้ใช้ เช่น งานcall center, งานNOC ดูแลปัญหาเบื้องต้นก่อน ถ้าแก้ไขได้ก็จบ แต่เกิดยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็มีอีกทีมที่สามารถส่งต่องานให้ทีม BE : Back end แก้ไขในเชิงลึกต่อไป

BE

BE : Backend

เรียกติดปากในหมู่นักพัฒนาระบบ(Developer) นักเขียนโปรแกรม (Programmer)ว่า หลังบ้าน
คือส่วนจัดการกับข้อมูล


*แต่ในทางโทรคมเราเป็นทีมที่รับงานแก้ปัญหายากๆหรือเกินขอบเขต
ที่ส่งมาทำต่อจากทีม FE : Front Ends ซึ่งก็เป็น หลังบ้าน ของส่วนงานนั้นๆ

Credit : http://thatsay.com/story/8625uEu9BQkfd7

กสทช.

กสทช. : คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อังกฤษ: National Broadcasting and Telecommunication Commission) หรือ กสทช. (NBTC) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารความถี่วิทยุเพื่อกิจการโทรคมนาคม และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม
กสทช.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

องค์กรและหน่วยงานในกำกับ

  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (อังกฤษ: Office of National Telecommunications Commission) หรือ สำนักงาน กทช. - พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 มีผลให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมทั้งข้าราชการและลูกจ้างของกรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงาน กทช. มีเลขาธิการ กทช. เป็นผู้บริหารสูงสุดที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน และรายงานขึ้นตรงต่อ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ[8]
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (อังกฤษ: Telecommunications Research and Industrial Development Institute) หรือ สพท. - จัดตั้งขึ้นโดย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามภารกิจของอำนาจหน้าที่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 มาตรา 51 (15) และ (16) กล่าวคือ การส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง[9]
  • สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (อังกฤษ: Telecommunications Consumer Protection Institute) หรือ สบท. - จัดตั้งขึ้นโดย กทช. ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อดำเนินการต่างๆ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2[10]
  • สถานีวิทยุ 1 ปณ. - เป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ขึ้นตรงกับ สำนักงาน กทช. ทำการส่งกระจายเสียงจากกรุงเทพมหานคร โดยสามารถส่งสัญญาณได้จนถึงปริมณฑล และบริเวณที่ใกล้เคียง ปัจจุบันส่งกระจายเสียงในระบบวีเอชเอฟ ภาค เอฟ เอ็ม ความถี่ 98.5 MHz และ 106.5 MHz แต่ในขณะนี้ทางสถานีฯได้ให้เอกชนเช่าคลื่นความถี่และสัมปทานอยู่

การโอนกิจการ[แก้]

เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 การโอนกิจการไปสู่การเป็นคณะกรรมการทั้ง 2 องค์กร มีดังต่อไปนี้
  • 19 มกราคม พ.ศ. 2545 หลังจากมีการประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกา ยุบกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม พุทธศักราช 2545 แล้ว ดังนั้น กรมฯ จึงได้โอนถ่ายบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ หน้าที่ ความรับผิดชอบ การปฏิบัติงานทั้งหมด ไปเป็น สำนักงาน กทช. ส่วนในด้านงบประมาณทั้งเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการกับลูกจ้างซึ่งยังมีผลครอบครองอยู่ พร้อมกับกลุ่มบุคคลเดิม ไปเป็นหน้าที่ของ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ในมาตรา 82, 83, 84
  • ส่วนในด้านของกรมประชาสัมพันธ์ ได้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ งบประมาณ การปฏิบัติงานทั้งหมด ในส่วนของกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น สำนักงาน กสช. ส่วนในด้านงบประมาณทั้งเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการกับลูกจ้างซึ่งยังมีผลครอบครองอยู่ พร้อมกับกลุ่มบุคคลเดิม ให้ยังคงไว้กับกรมประชาสัมพันธ์อยู่เช่นเดิม ในมาตรา 85, 86
ทั้งนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลข ถูกยุบเลิกไปเป็น กทช. ตามกฎหมายพระราชกฤษฎีกายุบกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ก็ได้มีการโอนงานฝ่ายแผนงานไปรษณีย์ พ้นจากกรมฯโดยทันที หลังวันเปลี่ยนผ่านไปสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น ส่วนงานด้านโทรเลข ก็ได้ดำเนินการจนถึงปี พ.ศ. 2551 โดยขึ้นกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
แต่ต่อมา พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีการประกาศบังคับใช้ ทำให้มีการรวมคณะกรรมการทั้งสอง คือ กทช. และ กสช. ไปจัดตั้งใหม่เป็น กสทช. แทน ในวันที่ 20 ธันวาคม ปีเดียวกัน พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ทำให้สถานะของ กทช. ต้องยุติลง และจัดตั้ง กสทช. ขึ้นแทน
อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการอีก 2 ชุด ภายใต้โครงสร้างของ กสทช. คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการกระกอบกิจการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนั้น ให้แต่งตั้งจากคณะกรรมการ กสทช. โดยให้รองประธาน กสทช. คนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน กสท. และรองประธาน กสทช. อีกคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธาน กทค. โดยให้กรรมการ กสทช. ที่มิได้เป็นประธานและรองประธาน กสทช. ที่เหลืออีก 8 คน ทำหน้าที่เป็นกรรมการ กสท. 4 คน และอีก 4 คน ทำหน้าที่กรรมการ กทค.
Credit : http://th.wikipedia.org/wiki/กสทช
Credit : http://www.nbtc.go.th

2.13.2558

FUP

FUP : Fair Usage Policy

FUP เป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Fair Usage Policy ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้ให้บริการเครือข่ายใช้ในการใช้งานด้านดาต้าของลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างเหมาะสม โดยสังเกตว่า แพคเกจ 3G ที่ติดเงื่อนไข FUP นี่จะมีรูปแบบคล้ายๆ กันก็คือ
สามารถใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ระดับความเร็ว 3G ได้ปริมาณหนึ่ง (1-3 GB แล้วแต่แพคเกจและราคา) เมื่อผู้ใช้งานใช้ตามปริมาณครบกำหนดแล้ว ความเร็วอินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลง (384 Kbps บ้าง 256 Kbps บ้าง หรือหนักสุดก็เหลือแค่ 64 Kbps บ้าง)  จนเมื่อขึ้นรอบบิลใหม่ ความเร็วก็จะกลับมาเป็นแบบ 3G เหมือนเดิม ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนไม่พอใจและออกมาเรียกร้องรวมทั้งโจมตีเหล่าผู้ให้บริการมือถือ
จุดประสงค์ของ FUP ที่เกิดขึ้นมานั้น ถูกกำหนดขึ้นเนื่องจากมีกลุ่มผู้ใช้งานส่วนหนึ่ง  นำโปรโมชั่นการใช้งานดาต้าบนเครือข่าย 3G แบบไม่จำกัดไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อาทิ การนำไปใช้งาน Bit Torrent โดยใช้โทรศัพท์มือถือต่อเป็นโมเด็ม หรือต่อผ่านแอร์การ์ด (Bit Torrent เหมาะสมกับการใช้งานผ่านเทคโนโลยี ADSL มากกว่า) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้งานส่วนที่เหลือ ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน 3G* ลดลง รวมถึงความเร็วในการใช้งานลดลงด้วย
ทางบรรดาผู้ให้บริการจึงขอกำหนดนโยบายนี้ (FUP) เพื่อบริหารการใช้งาน 3G ของลูกค้าที่ใช้งานไม่เหมาะสม และทำให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้งาน 3G* ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วที่เหมาะสมระดับ 3G
ถ้าถามผม ผมมองว่า FUP แม้อาจจะดูเอาเปรียบกับผู้บริโภคสักหน่อย แต่พฤติกรรมของผู้ใช้งานหลายคนก็เอาไปใช้แบบผิดวัตถุประสงค์จริงๆ ครับ เช่นเอาไป ดาวน์โหลดหนัง เพลง โปรแกรม หรือโหลดผ่านบิท ซึ่งการใช้อินเทอร์เน็ตแบบ ADSL จะดีกว่าครับ เพราะระบบ 3G บ้านเรามันยังเป็น 3G เทียมอยู่ครับ ทำให้เกิดผลกระทบเมื่อมีการแย่งการใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาล การมี FUP ก็เพื่อเอาไว้จัดระเบียบการใช้งานด้านหนึ่งครับ
หากวันหนึ่งระบบโครงข่าย 3G บ้านเราดีขึ้นเมื่อไหร่ ผมก็หวังว่า FUP คงจะหมดไปจากสารระบบนะครับ 
 หมายเหตุ บรรทัดต่อไปนี้เป็นการแจ้งถึงนโยบาย Fair Usage Policy ของ DTAC นะครับ
FUP หรือ Fair Usage Policy คือนโยบายสากลที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานการใช้งาน 3G อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการ dtac 3G ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายนี้สามารถป้องกันไม่ให้มีการใช้งานบนเครือข่าย 3G ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ทำให้ประสิทธิภาพและความเร็วในการใช้งานลดลง เช่น แชร์ไฟล์ผ่าน Bit Torrent หรือดาวน์โหลดและอัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ผ่านโมเด็มในโทรศัพท์มือถือ หรือแอร์การ์ด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานผ่านเทคโนโลยี ADSL มากกว่า
ดังนั้นดีแทคจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดใช้นโยบายดังกล่าวนี้ เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย dtac 3G ให้เหมาะสมและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการใช้งาน โดยภายใต้นโยบายนี้ จะทำให้ผู้ใช้บริการทุกคนสามารถใช้บริการ dtac 3G ได้อย่างราบรื่น เต็มประสิทธิภาพ
Credit: http://www.manacomputers.com/fup-fair-usage-policy-internet-package-3g/




ในยุคของการให้บริการเครือข่าย 3G เต็มรูปแบบของเมืองไทยในขณะนี้ หลายคนอาจจะงง กับแพกเกจเล่นเน็ตไม่จำกัด Unlimited แต่มีเงื่อนไขติด FUP ไม่เกินเท่านั้น เท่านี้… แล้วอย่างงี้จะบอกว่า Unlimited มาทำไม จริงมั้ยครับ งั้นเรามาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กัน

FUP คืออะไร
FUP ย่อมาจาก Fair Usage Policy ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย 3G/4G โดยจะมีการลดสปีดความเร็วลง เมื่อใช้งานครบตามปริมาณข้อมูลที่สมัครแพ็กเกจไว้ เช่น เมื่อใช้เน็ตที่ความเร็วสูงสุด 42 Mbps ครบ 3 GB หลังจากนี้จะยังใช้เน็ตได้ตลอดแบบไม่จำกัด แต่จะลดความเร็วลงมาเหลือแค่ 256 Kbps เป็นต้น

แล้วทำไมต้องติด FUP ด้วย
คำถามถัดมาที่ทุกคนสงสัยคือในเมื่อให้สมัครใช้งานแพ็กเกจแบบ Unlimited แล้ว ทำไมถึงมาจำกัดความเร็วการใช้งานกันอีก จะโกงรึเปล่า เรื่องนี้มันมีที่มาครับ เพราะหากผู้ให้บริการปล่อยให้ทุกคนใช้งาน 3G ได้แบบไม่จำกัด ต่างคนต่างดาวน์โหลดกันได้เต็มที่ คราวนี้ก็จะมีคนหัวใสที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ใช้มือถือต่อเป็นโมเด็มโหลดบิตกันทั้งวันทั้งคืน จนทำให้ความเร็วในการใช้งานโดยรวมของ 3G ลดลง คนอื่นก็จะได้รับผลประทบไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานได้ด้วยความเร็วปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมการใช้งานตามมาตรการ FUP ที่เป็นมาตรฐานสากล

FUP ที่เหมาะสมคือเท่าไร
ที่ผ่านมาผู้ให้บริการเครือข่ายในเมืองไทย ต่างกำหนดค่า FUP หรือค่าลดสปีดความเร็ว 3G ลงหลังครบแพ็กเกจ ต่ำสุดถึง 64 Kbps ซึ่งในการใช้งานจริงแทบจะโหลดอะไรไม่ขึ้นเลย ฉะนั้นความเร็วเฉลี่ยที่ยอมรับได้ควรจะอยู่ที่ตรงไหนนั้น ตามข้อตกลงที่ กสทช. กำหนดไว้คือ การใช้งานดาต้า 3G จะต้องมีความเร็วต่ำสุด ไม่ต่ำกว่า 345 Kbps

ค่ายไหนให้ FUP แรงที่สุด
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมทั้งหมดว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายในเมืองไทยรายหลักๆ มีเงื่อนไขความเร็วของ FUP สูงสุดอยู่ที่เท่าไรกันบ้าง เราจึงขออาสาสำรวจแพ็กเกจของแต่ละค่าย ณ วันที่ 16 ก.ย. 57

• AIS แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 3G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 256 Kbps
• dtac แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G/4G ได้ปริมาณ 3G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 384 Kbps
• Truemove H แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 5G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน(FUP) 384 Kbps
• 365 แพ็กเกจ 999 บ. เล่นที่ความเร็ว 3G ได้ปริมาณ 5G หลังใช้ครบ ปรับความเร็วลงไม่เกิน (FUP) 384 Kbps

จากการสำรวจพบว่าแพ็กเกจสูงสุด 999 บ. ของแต่ละค่ายจะมีค่า FUP เฉลี่ยมากกว่าข้อกำหนดของ กสทช. จะมีเพียง AIS เจ้าเดียวที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ และพบข้อสังเกตอีกอย่างคือ ทั้ง AIS, dtac, Truemove H หากใช้แพ็กเกจที่ต่ำกว่านี้ ก็จะถูกลดความเร็วของ FUP ลงไปอีก เป็น 128 Kbps จนถึง 64 Kbps ในแพ็กเกจที่ราคาต่ำสุด ยกเว้น 365 ที่จะให้ FUP ที่ 384 Kbps ทุกแพกเกจ ซึ่งมาตรฐานส่วนนี้แหละที่น่าจะต้องมีการผลักดันให้ได้ตามข้อกำหนดที่ กสทช. วางไว้

PCRF

PCRF : Policy and Charging Rule Function


         บทความนี้นำเสนอแนวทางการนำระบบ Policy and Charging Rules Function (PCRF) ในระบบโครงข่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G (Third Generation) ซึ่งทำหน้าที่จัดการปริมาณการใช้งานข้อมูลภายในโครงข่ายของผู้ใช้บริการให้ เป็นไปตามหลักการใช้งานอย่างยุติธรรม (Fair Usage Policy) มาประยุกต์ใช้กับโครงข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย (Wireless LAN) เพื่อบริหารจัดการการใช้งานปริมาณข้อมูลในโครงข่าย เนื่องจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมในปัจจุบันมักจะให้บริการการเชื่อมต่อ Wireless LAN ในลักษณะเหมาจ่าย ทำให้ผู้ใช้งานบางรายอาจจะใช้งานข้อมูลปริมาณมาก ซึ่งอาจจะส่งให้ทรัพยากรต่าง ๆ ภายใน ระบบถูกใช้งานไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการของผู้ใช้งานอื่น ๆ ด้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ระบบ PCRF ทำงานโดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อผู้ใช้งานใช้งานข้อมูลครบตามปริมาณที่กำหนดไว้ ผู้ใช้งานรายนั้นๆ จะถูกลดขนาดของแบนด์วิทด์ลงตาม เงื่อนไขที่กำหนด ส่งผลให้ความเร็วในการใช้งานข้อมูลของผู้ใช้งานรายนั้นลดลงจากค่าปกติ ด้วยหลักการดังกล่าวจะทำให้ผู้ให้ บริการโทรคมนาคมสามารถรับประกันคุณภาพการให้บริการกับผู้ใช้งานWireless LAN ทุกคนในระบบ ให้มีคุณภาพของบริการได้ เหมาะสมตามที่กำหนดไว้ในระบบ จากผลการทดสอบการทำงานของระบบ PCRF ที่พัฒนาพบว่าระบบสามารถควบคุมปริมาณการ ส่งข้อมูลของผู้ใช้งานในระบบได้ใกล้เคียงกับค่าที่ได้กำหนดไว้ในระบบ

       เทคโนโลยีในโทรคมนาคมในปัจจุบันนั้นมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเทคโนโลยีใน 3G เป็นที่ได้รับความ นิยมอย่างมาก โดยมีแนวโน้มของผู้ใช้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้นเป็นเพราะเครือข่าย 3G ได้มีการพัฒนาความเร็วและความจุ (Capacity) จนได้ถึง 42 Mbps ด้วยเทคโนโลยี Evolved High Speed Packet Access (HSPA+) ทำให้การเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และด้วย การคิดราคาแบบ Flat Rate ที่เหมาจ่ายราคาหนึ่ง และ สามารถที่จะดาวน์โหลดปริมาณข้อมูลได้ตามแพ็คเกจ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้บริการเครือข่าย 3G ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

      โดยทั่วไปพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือนั้น จะมีปริมาณการใช้ข้อมูลที่ไม่มาก แต่สามารถใช้งานได้ทุกที่ ที่ มีสัญญาณโทรศัพท์แต่มีผู้ใช้งานที่เป็นส่วนน้อย(ประมาณ 5%)นำโปรโมชั่น
การใช้งาน ดาต้าบนเครือข่าย 3G แบบไม่จำกัดไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การนำไปใช้งาน Bit Torrent โดยใช้โทรศัพท์มือถือต่อเป็นโมเด็ม หรือต่อผ่านแอร์การ์ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้งานส่วนใหญ่(ประมาณ 95%) ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน 3G ลดลงเป็นอย่างมาก

       ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้มาตรฐาน Third Generation Program Partnership (3GPP) Release7 จึงได้มีการทำ Fair Usage Policy เพื่อลดภาระการทำงานของเครือข่ายอัน เนื่องมาจากการใช้งานข้อมูลปริมาณมากของผู้ใช้งานบางคน โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Policy and Charging Rules Function (PCRF) [1] โดยอยู่บน Core Network และทำงาน ร่วมกับ Gateway GPRS Support Node (GGSN) ที่ทำหน้าที่ เป็น gateway เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย GPRS กับ เครือข่ายข้อมูลทั่วไป โดย PCRF จะเป็นผู้บังคับใช้งาน Policy ต่างๆ ก็จะเข้าควบคุมการใช้งาน เช่น การลดแบนด์วิดท์ของทราฟฟิคบางชนิด หรือการที่จะลดปริมาณการใช้งาน เมื่อผู้ใช้งาน ดาวน์โหลดข้อมูลถึงปริมาณหนึ่งๆ เป็นต้น ซึ่งก็จะช่วยจัดการปริมาณทราฟฟิคที่จะเกิดขึ้นในเครือข่ายได้ดีขึ้น เพื่อให้เป็น ตามหลักการของนโยบายการใช้งานรับส่งข้อมูลอย่างเหมาะสม (Fair Usage Policy)

        ปัจจุบันในประเทศไทย ระบบเครือข่ายไร้สายประเภท WiFi ยังเป็นแพ็คเกจแบบ Unlimited
จึงเจอปัญหาเรื่องของทราฟฟิคการใช้งานปริมาณมาก ซึ่งยังไม่มีบทความใดนำแนวคิดการทำ Fair Usage Policy ในระบบ 3GPP มาแก้ปัญหา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำแนวความคิดการรับประกัน Quality of Service (QoS) ของ 3GPP มาประยุกต์ใช้กับ ระบบเครือข่าย WiFi


        นโยบายการใช้งานรับส่งข้อมูลอย่างเหมาะสม คือ ข้อกำหนดและเงื่อนไขของการใช้งานข้อมูลในระบบ เพื่อบริหารการใช้งานข้อมูลของผู้ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือหรือ อุปกรณ์ที่รองรับ เพื่อให้มีปริมาณการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการ ของเครือข่าย จนทำให้ผู้ใช้งานอื่นไม่สามารถใช้งานได้ตาม ระดับความเร็วที่เหมาะสม

        Policy and Charging Rules Function (PCRF) คือ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ GGSN ที่เริ่มนำเข้าใช้ใน 3GPP Rel.7 และทำหน้าที่จัดการนโยบายการให้บริการ ของแต่ละผู้ใช้งาน โดย PCRF จะรวมฟังก์ชันการทำงานระหว่าง The Policy Decision Function (PDF) และ The Charging Rules Function (CRF) โดย PDF จะมีหน้าที่คอยตัดสินใจในนโยบาย ที่จะปฏิบัติ และ CRF คือส่วนที่ให้ผู้ประกอบการกำหนด กฎระเบียบที่บังคับใช้โดย CRF จะเลือกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การเรียกเก็บเงินตามข้อมูลที่ได้

       Serving GPRS Support Node (SGSN) เป็น ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการเชื่อมต่อแบบแพ็กเกตสวิตช์ ทำหน้าที่คล้ายกับอุปกรณ์ Mobile Service Switching Center (MSC) ต่างกันเพียงรองรับการสื่อสารข้อมูล ที่มิใช่ สัญญาณเสียงพูดสนทนา มีการร่วมใช้อุปกรณ์ Visitor Location Register (VLR) กับชุมสาย MSC ที่ได้รับการ กำหนดให้บริการในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงมีการเชื่อมต่อกับ เครือข่ายสถานีฐาน โดยใช้จุดเชื่อมต่อ Gb-interface ไปยัง อุปกรณ์ Packet Control Unit (PCU) ที่แยกสัญญาณข้อมูลออกจากเครือข่ายสถานีฐานและปล่อยให้สัญญาณเสียงพูด ส่งไปยังชุมสาย MSC ผ่านจุดเชื่อมต่อ A-interface

       Gateway GPRS Support Node (GGSN) เป็นชุมสาย แบบแพ็กเกตสวิตช์ เช่นเดียวกับ SGSN แต่ มีบทบาทหน้าที่แตกต่างออกไป โดยจะบริหารจัดการเชื่อมต่อกับเครือข่าย สื่อสารข้อมูลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่าย IP หรือแม้กระทั่งเครือข่ายที่เชื่อมต่อเฉพาะกับ องค์กรอื่นๆ เช่น ลูกค้าแบบองค์กร (Corporate Customer) นอกจากนั้น GGSN ยังมีบทบาทในการก าหนดและบริหาร จัดการกลไกการสร้างช่องสื่อสารเพื่อรับส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ SGSN อีกด้วย [2] จากการค้นคว้าของผู้วิจัย ยังไม่พบว่ามีงานวิจัยใดน า แนวความคิดของ PCRF ของ 3GPP มาประยุกต์ใช้กับ โครงข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย จึงเป็นแนวความคิดที่จะออกแบบ และพัฒนาในงานวิจัยนี้

       ระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย การออกแบบและพัฒนาระบบ การทำงานของระบบจะนำรูปแบบการทำงานของ โครงข่าย 3G (Release7) มาประยุกต์กับระบบเครือข่ายไร้ สาย (Wireless LAN) โดยนำคอมพิวเตอร์มาจำลองเป็น อุปกรณ์ PCRF และใช้ Wireless Router Linksys WRT54GL แทน GGSN ดังรูปที่ 2 โดย Wireless Router Linksys WRT54GL จะทำหน้าที่ เปรียบเสมือน GGSN โดยจะติดตั้ง Firmware DD-WRT v23 SP2 [3] เพื่อให้มีความสามารถในการจำกัดแบนด์วิดท์ของแต่ละผู้ใช้งานได้ โดยจะทำการจำกัดแบนด์วิดท์โดยอ้างอิงจาก MAC Address ของแต่ละผู้ใช้งานและสามารถส่งปริมาณ ของทราฟฟิคการใช้งาน[4] ของผู้ใช้งานไปยังคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 5 นาที เพื่อป้องกันเรื่องของการโอนย้ายข้ามเซลล์ (Handoff) โดยคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เหมือนกับอุปกรณ์ PCRF โดยจะมีลักษณะการทำงานคือนำทราฟฟิคที่ได้รับมาของแต่ ละผู้ใช้งานมาคำนวณว่าปริมาณทราฟฟิคที่มีการใช้งาน ครบ ตามเงื่อนไขของแต่ละผู้ใช้งานได้รับแล้วหรือไม่ โดยข้อมูลของ ผู้ใช้งานนั้น จะถูกระบุในฐานข้อมูลไว้อยู่แล้ว และมีหน้าที่ส่ง MAC Address ของผู้ใช้งานที่ใช้งานครบที่กำหนดไว้ไปยัง Wireless Router Linksys WRT54GL เพื่อทำการจำกัดแบนด์วิดท์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

     ในปัจจุบันการใช้งาน WiFi ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน และไม่จำกัดปริมาณข้อมูลที่ใช้งาน ทำให้มีผู้ใช้งานบางกลุ่มนำไปใช้วัตถุประสงค์อื่น เช่น การนำไปใช้งาน Bit Torrent ทำให้ส่งผล
กระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการ ของเครือข่ายจนทำให้ผู้ใช้งานอื่นไม่สามารถใช้งานได้ตาม ระดับความเร็วที่เหมาะสม โดยบทความนี้จะดำเนินการ จัดการทราฟฟิคทางด้านขาลง (Download) เป็นหลัก และจะ แบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 แพ็กเกจคือ แพลทินัมโกลด์และซิลเวอร์ ตามลำดับ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะแตกต่างในส่วนของปริมาณของข้อมูลที่จะได้รับ และจะถูกจำกัดปริมาณแบนด์วิดท์ที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละแพ็กเกจจะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทั้งระบบแบบ ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง(Postpaid) และ จ่ายก่อนใช้ทีหลัง (Prepaid) และงานวิจัยในอนาคตจะ ทำการศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสิทธิภาพ และการจำกัด แบนด์วิดท์ให้กับขาขึ้น (Upload)

     กระบวนการทำงานจะทำการโต้ตอบโดยการส่งข้อมูลหา กันระหว่างคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (PCRF) และอุปกรณ์ WRT54GLโดย หลักการทำงานของระบบจะแบ่งหน้าที่ ออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

    1. WRT54GL (AP)
จากรูปที่ 3 สามารถอธิบายได้ดังนี้
    1) อุปกรณ์ WRT54GL เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานซึ่ง ประกอบด้วย IP Address, MAC Address และ ปริมาณทราฟฟิคการใช้งานอินเทอร์เน็ตล่าสุดของ แต่ละผู้ใช้งาน
    2) อุปกรณ์ WRT54GL จะทำการส่งข้อมูลที่เก็บไว้ได้ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายทุก ๆ 5 นาที เพื่อ ป้องกันปัญหาเรื่องของการโอนย้ายข้ามเซลล์ (Handoff) ของผู้ใช้งาน
    3) หลังจากที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องแม่ข่ายแล้ว WRT54GL จะรอรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แม่ข่ายโดยข้อมูลที่ได้รับมาจะประกอบด้วย MAC Address และปริมาณแบนด์วิดท์ที่จะต้องจำกัด ให้กับผู้ใช้งาน
    4) WRT54GL จะทำการจำกัดแบนด์วิดท์ให้กับผู้ใช้งาน ตามที่ได้รับข้อมูลมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย

     2. เครื่องแม่ข่าย PCRF 
มีหลักการทำงานดังแสดงในรูปที่ 4 สามารถอธิบายได้ดังนี้
    1) คอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะรับข้อมูลและปริมาณทราฟ ฟิคของแต่ละผู้ใช้งานจาก WRT54GL โดยอ้างอิง ผู้ใช้งานจาก MAC Address ของแต่ละเครื่อง
    2) เมื่อคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเก็บบัญทึกข้อมูลของแต่ละผู้ใช้งานตาม MAC Address ลงฐานข้อมูล แล้ว ตรวจสอบปริมาณการใช้งานที่คงเหลือ โดยนำปริมาณทราฟฟิคที่ได้รับจาก WRT54GL มาหักล้าง ออกจากประมาณข้อมูลของผู้ใช้งานที่ได้รับ (เพื่อที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับระบบ Postpaid และPrepaid)
    3) เมื่อคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ตรวจพบว่าปริมาณการใช้ ข้อมูลของผู้ใช้งานครบตามที่ผู้ใช้งานได้รับแล้ว คอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะส่ง MAC Address และปริมาณแบนด์วิดท์ที่ต้องจำกัด ส่งไปยัง WRT54GL เพื่อให้จำกัดแบนด์วิดท์ให้กับผู้ใช้งานต่อไป


      จำนวนของข้อมูลที่ผู้ใช้งานได้รับนั้น ระบบจะมีการรีเซต ให้กับผู้ใช้งานใหม่ในระยะเวลา 1 เดือน โดยนับจากวันที่ ผู้ใช้งานลงทะเบียนเข้าสู่ระบบโดยจำนวนข้อมูลที่คงเหลืออยู่จะถูกยกเลิก (ระบบแบบใช้ก่อนจ่ายทีหลัง) และจะนำจำนวนของข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเข้าไปกับจำนวนที่คงเหลืออยู่เดิมในกรณี ที่มีการลงทะเบียนเพิ่ม (ระบบแบบจ่ายก่อนใช้ทีหลัง)

การทดสอบการทำงาน 
      การทดลองการทำงานจะจำลองสภาพการใช้งานใน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดยใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 15 เครื่อง ใช้งานอยู่กับที่ โดยการจำลองระบบการใช้ งานจะแบ่งออกเป็นแพ็กเกจต่าง ๆ ตามตารางที่ 1 โดยแต่ละ แพ็กเกจจะแบ่งออกเป็นแพ็กเกจละ 5 เครื่องแล้วทำการทดสอบโดยให้ผู้ใช้งานแต่ละเครื่องใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วสังเกตผลที่ได้
     โดยระหว่างการใช้งานของแต่ละแพ็กเกจผู้ใช้งานจะ สามารถใช้อัตราการรับส่งข้อมูลได้ถึงค่าสูงสุดตามแพ็กเก็จจริง ที่ตนเองได้สมัครใช้งาน แต่เมื่อมีการใช้งานการ แต่เมื่อมีการใช้ งานครบตามปริมาณที่กำหนดจะถูกจำกัดอัตราการรับส่งข้อมูล สูงสุดของแพ็กเก็จแพลทินัม, โกลด์ และซิลเวอร์คือ 2048, 1024 และ 512 Kbps ตามลำดับ

      ผลการศึกษาวิจัยและการอภิปรายผล จากรูปที่ 5 และ 6 คือตัวอย่างในการทดสอบอัตราการ รับส่งข้อมูลโดยโปรแกรมสำหรับทดสอบความเร็วของ อินเทอร์เน็ต [5] โดยในรูปที่ 5 คืออัตราการรับส่งข้อมูลขณะใช้ งานปกติ และเมื่อจำกัดแบนด์วิดท์แล้วจะได้ดังรูปที่ 6 ซึ่งเป็น ตัวอย่างอัตราความเร็วของแพ็กเกจโกลด์หลังจากถูกจำกัด แบนด์วิดท์

    จากการทดลองการใช้งานของแต่ละแพ็กเกจการใช้งาน โดยเมื่อจำกัดปริมาณแบนด์วิดท์แล้วใช้โปรแกรมสำหรับ ทดสอบความเร็วของอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลอัตราการรับส่งข้อมูลที่ ได้จะแสดงในตารางที่ 2 ผลการทดลองดังกล่าวได้จากการทดสอบความเร็วของ แต่ละแพ็กเกจ แพ็กเกจละ 30 ครั้ง ซึ่งผลที่ออกมาจะเห็นได้ว่าเมื่อท า Fair Usage Policy แล้วผู้ใช้งานถูกจ ำกัดความเร็วของ แบนด์วิดท์ลงตามที่กำหนดไว้ โดยอัตราการรับส่งข้อมูลที่ ผู้ใช้งานได้รับจะมีค่าเฉลี่ยที่ไม่เกินจากจำนวนอัตราการรับส่ง ข้อมูลสูงสุดที่ถูกกำหนดไว้โดย PCRF และมีค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ของแพ็กเกจแพลทินัม โกลด์ และซิลเวอร์คือ 4.48, 2.24 และ 2.79 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
     งานวิจัยในอนาคตนั้นวางแผนว่าจะทำการเพิ่ม ประสิทธิภาพของระบบ และทำการจำกัดแบนด์วิดท์ให้กับขาขึ้นอีกด้วย

     สรุปผลการศึกษาวิจัย บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับการนำระบบ Policy and Charging Resource Function (PCRF) ในระบบโครงข่าย 3GPP ซึ่งทำหน้าที่จัดการปริมาณการใช้ทราฟฟิคผู้ใช้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นไปตามหลักของ Fair Usage Policy มาประยุกต์ใช้กับโครงข่าย WiFi เพื่อให้สามารถรับประกัน QoS ของผู้ใช้งานในโครงข่ายได้ จากการทดสอบการทำงาน ของระบบที่พัฒนา พบว่าระบบสามารถจ ากัดปริมาณการใช้ งานทราฟฟิคด้านขาลงของผู้ใช้งาน WiFi ได้ตามนโยบายที่ตั้งไว้ที่ PCRF ได้เป็นอย่างดี